
ปลูกป่า, ความสุขหลังเกษียณ
คำถามใหญ่ของคนเมือง...จะหาเงินจากไหนเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
คำถามใหญ่ของคนเมือง...จะหาเงินจากไหนเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ
"โมเดลทางเลือกฉบับชาวบ้าน" ทางออกผู้พอจะมีที่ดินอยู่ในต่างจังหวัด ถ้าลงมือ "ปลูกต้นไม้" ตั้งแต่วันนี้ ปราชญ์ชาวบ้านการันตีว่า มีผักมีข้าวกิน และยังมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณแน่นอน
"บ้านสวนออนซอน" ณ บ้านนาอีสาน ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ของ เลี่ยม บุตรจันทา ที่ปลุกปั้นมาร่วม 20 ปี คือต้นแบบความสำเร็จที่มีผู้คนแวะเวียนไปเรียนรู้ตลอดเวลา
"พ่อเลี่ยม" ที่ใครๆ เรียกติดปาก หนีความจนและหนี้สินจากอีสานมาปักเมืองแปดริ้ว แต่แล้วก็ยังมาทำไร่ข้าวโพด ซึ่งเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ชีวิตจึงยังวนเวียนอยู่กับตัวเลขหนี้ เพราะต้องกู้เงินมาซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแแมลง
หลังได้มีโอกาสไปเป็นศิษย์ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จึงเก็บเกี่ยวองค์ความรู้มาปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบใหม่ โดยเริ่มต้นจาก "การลดรายจ่าย" จากหลักคิดที่ว่า อยากกินอะไรก็ไปหามาปลูก ปลูกทุกอย่างที่ต้องการกิน
"จากที่ทำเพื่อเอาไปขายก็ทำเพื่อมีกิน พอมีของกินก็มีอำนาจ ถ้าปลูกผักให้มีกินครบ 3 มื้อ แทบไม่ต้องซื้ออาหารกิน การไม่มีต้นทุนก็เท่ากับไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น"
ถัดมาปี 2540 พ่อเลี่ยม จึงพลิกชีวิตจาก "จนเครียดกินเหล้า" เพราะความทุกข์จากการมีหนี้ กลายเป็นคนปลอดหนี้
ต่อมาก็เริ่มปลูกป่า "ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ ประโยชน์อย่างที่ 4 คือช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ
พื้นที่วนเกษตรของพ่อเลี่ยมในวันนี้จึงกลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ป่าบนพื้นที่ร่วม 40 ไร่ถึงวันตัดขาย ซึ่งได้ปลูกไม้หลักๆ ไว้ 5 ชนิด ก็คือ มะค่า ยางนา ตะเคียน มะฮอกกานี และพะยูง ชนิดละพันต้น รวมทั้งหมด 5,000 ต้น
ขณะที่พื้นที่ข้างเคียงก็ทำนาปลูกพืชผักอื่นๆ ไว้เก็บกิน ป่าที่ให้ร่มเงาตามมาด้วยพืชสมุนไพรอีกนานาชนิด สามารถนำมาผลิตยาสมุนไพรขาย ผลิตน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอกใช้ในครัวเรือนได้อีกด้วย
"กิ่งไม้ตัดมาเผาถ่านใช้ ขายก็ได้ ใบไม้เอามาทำปุ๋ย และยังได้กินอาหารปลอดสารเคมี เท่ากับได้กินอาหารเป็นยา ไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร สุขภาพก็ดี ชีวิตมีความสุข ทุกวันนี้แทบไม่มีรายจ่ายอะไรเลย"
พ่อเลี่ยมวัย 61 พร้อมจะปลดระวางตัวเองเมื่อใดก็ได้ ถ้าเริ่มเกษียณปุ๊บขายไม้ยกแปลงจะมีเงิน 50 ล้านใช้ทันที เพราะมีคนมาขอซื้อต้นละ 1 หมื่นบาท
ตัวอย่างคนเมืองที่ผันตัวเองก้าวสู่วิถีวนเกษตรก็มีเช่นกัน ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอู้ฟู่ แต่วันดีคืนดีชีวิตต้องแบกหนี้หลักพันล้าน!
หลังปลดเปลื้องหนี้สินได้ระดับหนึ่ง อาจารย์เกริก ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สระแก้ว จังหวัดที่คุณพ่อทิ้งที่ดินเป็นสมบัติไว้ที่ อ.เขาฉกรรจ์ ร่วม 90 ไร่ และเริ่มต้น "การปลูกต้นไม้" โดยเชื่อว่า ป่าเศรษฐกิจจะสร้างมูลค่าได้ในวันหน้า
ควรปลูกอะไรดี, ปลูกได้ทั้งไม้เนื้ออ่อน เนื้อแข็ง อาทิ ไม้สัก, พะยูง, มะค่าโมง, แดง, มะฮอกกานี, ยางนา, ตะกู, ชิงชัง, กันเกรา, ประดู่, ตะแบก, มะขามป้อมป่า, พะยอม, กระถินเทพา ฯลฯ
เนื้อที่ 50 ไร่ ที่ลงแรงปลูกไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว วันนี้มีคนมาขอซื้อ 20 ล้านบาท สนนราคาต้นละ 1 หมื่นบาท
มีคำถามซ้ำๆ ก็คือแล้วจะกินอยู่ได้อย่างไร อาจารย์เกริกใช้ที่ดินที่เหลืออีก 30 ไร่ ปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกพืชผักที่จำเป็น จนผลผลิตข้าวกล้องไม่พอส่งตลาด ใบไม้ร่วงลงนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ ตัดกิ่งไปเผาถ่าน เก็บเมล็ดพันธุ์มาเพาะต้นกล้าขาย
ทุกกระบวนการล้วนทำเงินได้ทั้งสิ้น
ทุกวันนี้สวนป่าวนเกษตรของอาจารย์เกริกกลายเป็น “ศูนย์การฝึกปฏิบัติงานวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว” แหล่งเรียนรู้อาชีพการทำเกษตรที่ยึดหลักไม่เบียดเบียน มีความสุขจากการแบ่งปันคนอื่น
“หลังเริ่มปลูก ใบไม้เอาไปต่อยอดไปเป็นดินเป็นปุ๋ย จุดกำเนิดคือการปลูกต้นไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่มีสิทธิต่อยอดอะไรได้เลย นี่คือนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดภาวะโลกร้อน ได้ผลกระทบด้านดีมาหลายอย่าง ไม่มีอะไรเสีย"
นี่คือความสุขเหลือล้นของคนปลูกป่า







