
สยามออร์แกนิค ความสำเร็จเริ่มจากเชื่อว่าเป็นไปได้
การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วไปให้ประสบความสำเร็จก็เรียกว่ายากแล้ว แต่การที่จะทำธุรกิจที่สร้างมาเพื่อสังคมแล้วจะประสบความสำเร็จนั้นยากยิ่งกว่า
โดย...โยธิน อยู่จงดี
“การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วไปให้ประสบความสำเร็จก็เรียกว่ายากแล้ว แต่การที่จะทำธุรกิจที่สร้างมาเพื่อสังคมแล้วจะประสบความสำเร็จนั้นยากยิ่งกว่า” ปีตาชัย เดชไกรศักดิ์ ผู้บริหารบริษัท สยามออร์แกนิค กล่าวไว้หลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโครงการประกวดเฟ้นหาธุรกิจเพื่อสังคมรุ่นใหม่ The Chivas Venture ปีที่ 3
ปีตาชัย เริ่มต้นธุรกิจของเขาเมื่อประมาณปี 2554 หลังเรียนจบสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ เขาคิดอยู่เสมอว่าถ้ากลับมาประเทศไทยก็อยากจะทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคมจึงได้เริ่มต้น เปิดบริษัท สยามออร์แกนิค ที่มุ่งเน้นการสร้างชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรไทย และพัฒนาสินค้าออร์แกนิกให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
“ทุกครั้งที่เมื่อพูดถึงที่มาของการทำธุรกิจเอสอี ผมจะคิดถึงคุณสืบ นาคะเสถียร เสมอ สมัยก่อนผมสงสัยมาตลอดว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะมาดูแลอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ เมื่อกลับมาแล้วเขามีตัวเลือกมากมาย แต่ทำไมเขาถึงเลือกที่จะรักษาผืนป่าสิ่งแวดล้อม นั่นเพราะเขาเลือกทำในสิ่งที่มีความหมายแก่ชีวิต ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้าเกิดวันหนึ่งผมได้ทำงานที่มีความหมายกับชีวิตของผม คงจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ จึงทำให้ผมเลือกเรียนต่อด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนหนึ่งก็อยากที่จะฟื้นฟูเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม โชคดีว่าในสาขาวิชาที่ผมเรียนไม่ได้จำเพาะความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมไปถึงการดูแลวิถีชีวิต ชุมชน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน
“พอกลับมาประเทศไทยเราก็พบว่าปัญหาหนึ่งที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขคือ ปัญหาเกษตรกร แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก แต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศของเรากลับมีรายได้โดยเฉลี่ยต่ำมาก จึงเริ่มแนวคิดเรื่องของการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะนอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เพราะลดการใช้สารเคมีน้อยลง
“เมื่อมองในมุมของธุรกิจ คนทั่วไปมักจะบอกว่าข้าวเป็นสินค้าที่มีราคาถูก แต่แท้จริงแล้วเรามองว่าข้าวเป็นแค่สินค้าที่สามารถแปรรูปไปเป็นสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาสูงกว่านั้นได้ หากคุณเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น คุณจะพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากข้าวของชาวญี่ปุ่นนั้นมีค่อนข้างมาก และหลากหลาย มูลค่าสูง มีความเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าสินค้าทั่วไป
“ตอนที่ผมนำเสนอในครั้งแรกนั้น ผมพยายามจะบอกกับทุกคนว่าข้าวของไทยเรานั้นสามารถไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ขอเพียงแค่เรามีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ข้าวที่มีราคาตกต่ำและมีราคาที่สูงขึ้นมาได้ เพื่อที่จะไปตีตลาดโลก เริ่มจากผลิตภัณฑ์พื้นฐานอย่างข้าวแจ๊สเบอร์รี่ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เป็นข้าวออร์แกนิก ไม่มีการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเลือกใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ใช้ยาฆ่าแมลงแบบสมุนไพรธรรมชาติทั้งหมด และทำอย่างต่อเนื่อง และนอกจากจะขายเฉพาะข้าวแล้ว เรายังสามารถดัดแปลงไปทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว และชาข้าวสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย”
ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงเล่าถึงภาพรวมการทำธุรกิจเอสอีของเขาต่อว่า การเริ่มธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมมันไม่ใช่เรื่องง่ายหากเราดูตัวเลขกันดีๆ คนที่เปิดธุรกิจสตาร์ทอัพจะมีเพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ และยิ่งถ้าเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อสังคมจะมีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ
เมื่อเริ่มแรกที่ทำธุรกิจนี้ได้รับเสียงคัดค้านจากคนรอบข้างอย่างมาก หลายคนมองว่าเราไปไม่รอด แต่สิ่งที่ทำให้มายืนอยู่ตรงนี้ได้ อย่างแรกก็คือจะต้องชัดเจนในเป้าหมายองค์กร ว่าคุณกำลังจะสร้างธุรกิจเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาอะไร ซึ่งปัญหาของชาวนาเกษตรกร คือการปลูกข้าวแล้วประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เป็นหนี้สิน สินค้าข้าวไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ราคา เป็นปัญหาที่มีมานานแล้วตั้งแต่เราเริ่มจำความกันได้ รัฐบาลใช้เงินปีละ 2 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหา ต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ แต่ก็ไม่สามารถแก้อะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันได้
“โมเดลธุรกิจของเรานอกจากจะเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกรแล้ว เรายังดึงเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของเราด้วย โดยเราจะแบ่งหุ้นในบริษัทให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดรวมอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ ให้เขามีสิทธิมีเสียงเป็นเจ้าของในบริษัท ซึ่งการทำธุรกิจโดยทั่วไปจะเน้นในเรื่องของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมีกำไรเยอะๆ แล้วแบ่งกำไรส่วนหนึ่งมาจัดโครงการเพื่อสังคม นั่นเรียกว่าการทำซีเอสอาร์
“แต่เป้าหมายในการทำเอสอีของเราจะแตกต่างกันออกไปตรงที่ว่า เราจะมุ่งเน้นการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลเกษตรกรของเรา โดยเราจะยกให้เขาเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการประชุมบริษัททุกครั้ง การที่เกษตรกรมีหุ้นในบริษัทจะทำให้เขามีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการของเราก็คือกิจการของเขา และมาช่วยทำให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ยิ่งเขาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีสู่ตลาดได้มากขึ้น ผลกำไรของบริษัทก็มากขึ้น และแน่นอนว่าเขาก็จะได้ปันผลมากขึ้นเช่นกัน และเมื่อเราทำงานร่วมกันนานๆ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีความผูกพันกันมากขึ้น
“แนวคิดในเรื่องของการถือหุ้นให้กับเกษตรกรนี้ ผมเริ่มเห็นมาจากแนวทางการเปิดบริษัทใหม่ ทางฝั่งยุโรปและอเมริกา เขาก็เริ่มมาจากการแบ่งหุ้นให้กับพนักงานบริษัท การแบ่งหุ้นให้กับพนักงานบริษัทก็จะมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ พนักงานจะมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดทิศทางดำเนินงานในบริษัท และทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาบริษัทให้ดีขึ้น เพราะเขามีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำงานอยู่
“รูปแบบโมเดลของเราก็คล้ายๆ กัน นอกจากจะแบ่งให้กับพนักงานของเราแล้ว ก็จะแบ่งให้กับเกษตรกรที่เข้ามาร่วมกับเราด้วยเช่นกัน และเป้าหมายแรกของเราก็คือการหาเกษตรกรมาเข้าร่วมกับเราให้ได้ 2 หมื่นครัวเรือน ภายในปี 2563 เป้าหมายที่ 2 ของเราจะต้องทำแบรนด์ออร์แกนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปตีตลาดอเมริกาและยุโรปที่มีความต้องการสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น และสุดท้ายก็คือเราต้องการนำบริษัทของเราเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้าของเรา”
ปีตาชัย ทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้ก็ถือว่าเราได้บรรลุเป้าหมายหลายๆ อย่างที่เคยตั้งไว้เมื่อตอนเริ่มแรก ที่ต้องฝ่าฟันความคิดของใครหลายๆ คนที่เชื่อว่าเราจะทำไม่สำเร็จ แต่พอ 3 ปีผ่านมาก็จะกลายเป็นเสียงที่แสดงความยินดีกับเรามากขึ้น เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมาตลอดก็คือเรามีความเชื่อมั่นว่าคนเราถ้าจะมีความสุขควรจะต้องอยู่กับความจริง แล้วผมก็เข้าใจว่าความจริงตลอดมาเป็นยังไง และสิ่งที่คนอื่นคิดกับเรานั้นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะว่าเขาไม่รู้จักเราว่าเราเป็นใคร กำลังทำอะไร เพราะความจริงก็คือสิ่งที่เราเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ
“ทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในสังคมที่ชอบตัดสินคนอื่น ตัดสินเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราก็พร้อมตัดสินแล้ว แต่เริ่มแสดงความคิดเห็นกับทุกเรื่องแต่ไม่ได้ยิน มองกลับมาที่ตัวเองว่าเราได้ทำหน้าที่ของตัวเราได้ดีที่สุดหรือยัง หากเราเป็นตำรวจแล้วเราได้ทำหน้าที่ของตำรวจที่ดีหรือยัง ถ้าเราเป็นหมอ เราได้ทำหน้าที่ของความเป็นหมอที่ดีหรือยัง ถ้าเราต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามความสามารถที่พระเจ้าได้มอบพลังแห่งการสร้างสรรค์ ให้มาอยู่ในมือของเรา สังคมเราจะพัฒนาและมีความสุขมากกว่านี้”







