
โยนรัฐตัดสินมาบตาพุด
“อานันท์” เมินรัฐบาลตัดเหลือ 11 กิจการรุนแรงจี้แจงเหตุผลไม่ต่อรอง โยนรัฐบาลคิดเอง ประชาชนจะเชื่อถือแค่ไหน ระบุ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายทำงานจบแล้ว แต่ตั้ง 3 คณะกรรมการติดตามงานคู่ขนาน
“อานันท์” เมินรัฐบาลตัดเหลือ 11 กิจการรุนแรงจี้แจงเหตุผลไม่ต่อรอง โยนรัฐบาลคิดเอง ประชาชนจะเชื่อถือแค่ไหน ระบุ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายทำงานจบแล้ว แต่ตั้ง 3 คณะกรรมการติดตามงานคู่ขนาน
นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง รัฐธรรมนูญ 2550 หรือคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่รัฐบาลตัดประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพและทรัพยากรธรรมชาติ จากที่คณะกรรมการเสนอไป 18 กิจการรุนแรง เหลือ 11 กิจการรุนแรง โดยทางรัฐบาลได้ส่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง
อย่างไรก็ตาม ด้วยเวลาจำกัด ทำให้ยังไม่ลงรายละเอียดในหลายเรื่อง จึงอยากให้รัฐบาลชี้แจงทางลาย ลักษณ์อักษรมาด้วย ยืนยันว่าคณะกรรมการยังยืนยันจุดเดิมคือมี 18 กิจการรุนแรง และจะไม่ต่อรองใดๆ กับรัฐบาล เพราะมีหน้าที่เสนอ ส่วนรัฐบาลก็มีอำนาจในการพิจารณา โดยผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รัฐบาลมีสิทธิทบทวน
“รัฐบาลก็มีสิทธิที่จะทบทวนหรือไม่ทบทวน เพราะเขาคงรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อถือของประชาชนในรัฐบาลมีมากขึ้นหรือลดน้อยลงไป โดยที่เราจะไม่ตอแยว่ารัฐบาลจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้แต่ทั้ง 11 กิจการรุนแรง รัฐบาลสามารถหารือเรื่องรายละเอียดกับคณะกรรมการฯได้” นายอานันท์ กล่าว
นายอานันท์กล่าว่า ทั้งนี้หน้าที่ของคณะกรรมการฯได้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ประเด็นเรื่องมาบตาพุดยังไม่จบ โดยทางคณะกรรมการฯได้ตั้งคณะกรรมการฯเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา มาบตาพุด 3 ด้าน คือ 1. การดูแลกิจการประเภท ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง 18 โครงการ โดยมี นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธาน 2. การดูแลเรื่องการลดมลพิษที่มีนาย สุทิน อยู่สุข เป็นประธาน และ 3.เรื่องการวางผังเมือง โดยมีนายโกศล ใจรังษี เป็นประธาน ทั้งนี้ทั้ง 3 กลุ่มจะมีการพบกับผู้แทนและหน่วยงานของรัฐนอกรอบเพื่อให้เกิดการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ และมีการพบกันอย่างเป็นทางการ ทุก 2เดือน
นอกจากนี้รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการฯเพื่อติดตามผลงานที่ได้รับเสนอข้อเสนอจากคณะกรรมการทั้ง 3 ด้านด้วยและรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายทราบทุก 2 เดือน เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ทบต่อการตั้งองค์การอิสระและคิดว่าทางออกในเรื่องนี้ถ้ามีการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้งก็เชื่อว่าปัญหาจะมีทางแก้ไขได้ ส่วนที่ภาคประชาชนจะเคลื่อนไหวตนเองไม่มีความเห็นและย้ำว่าจะไม่มีการต่อรองกับรัฐบาลเพื่อให้เพิ่มประเภทกิจการที่อาจจะเกิดผลกระทบรุนแรง แต่คิดว่ารัฐบาลคงรู้ดีว่าทางคณะกรรมการฯมีความรู้สึกอย่างไ
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า 5 โครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง มี3 โครงการที่ได้รับใบอนุญาติแล้วคือ 1.โครงการผลิตเอทธิลีนออกไซด์และเอทธิลีนไกลคอล บริษัท ทีโอซี ไกลคอล นิคมเหมราชตะวันออก 2.โครงการขยายกำลังการผลิตไวนีลคลอไรด์ โมโนเมอร์ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ นิคมมาบตาพุด 3.โครงการขยายกำลังการผลิตฟอร์มัลดีไฮด์และยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์ บริษัท วนชัย เคมีคอล อินดัสทรี่ส์ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก
ส่วนอีก 2 โครงการ มี 1 โครงการที่ยังทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ไม่ผ่านแล้วโดนศาลปกครองฯสั่งระงับกิจการก่อนคือ โครงการศูนย์บริการกำจัดของเสียอุตสาหกรรม ของบริษัท สยามเอ็นไวรอนเมนทอลเทคโนโยลี และอีก 1 โครงการที่ไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่แรกคือ โครงการเหล็ก ของบริษัท ไอโค้ รีซอร์ทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวหลังพบคณะกรรมการ 4 ฝ่ายว่าได้ประชุมกับนายอานันท์เพื่อชี้แจง แต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งทางคณะกรรมการก็ต้องยืนความเห็นของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย รัฐบาลก็มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ที่มีอำนาจอยู่ และเขาก็ยืนยันได้ว่า การเปลี่ยนแปลงไปจากที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมานั้น ไม่ได้ทำให้มีปัญหาอะไรกับมาบตาพุดเลย ส่วนการชี้แจงเป็นหนังสือจะค่อนข้างยาวเพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค
กรณีความน่าเชื่อถือรัฐบาลจากประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องลงไปคุยกับภาคประชาชนอยู่แล้ว ขอย้ำงานใหญ่สำหรับภาคประชาชนไม่ใช่ประกาศกิจการรุนแรง สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ การศึกษาขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับมลพิษและการทำพื้นที่กันชนและบางเรื่องก็เข้มขึ้น บางเรื่องก็จะใช้แบบอื่น และบางเรื่องก็มีการผ่อนผันที่จะต้องมีการเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรไป เพราะเป็นเรื่องเทคนิคที่ค่อนข้างยาว ซึ่งในการพบกันทุกคนก็เข้าใจ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่******เมื่อถามว่า นายอานันท์ระบุว่าอยากให้รัฐบาลประเมินตัวเองว่าหลังจากการประกาศไปแล้วรัฐบาลจะได้รับการเชื่อถือน้อยลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยินดี เพราะเราต้องไปคุยกับภาคประชาชนอยู่แล้ว และอยากจะย้ำคืองานที่ใหญ่และสำคัญกว่าสำหรับประชาชนในพื้นที่คืองานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประกาศตัวนี้ เพราะประกาศตัวนี้แทบไม่ได้แตกต่างกันเลยระหว่างความคิดเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯกับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แต่งานที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือการศึกษาเรื่องขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับมลพิษและการทำพื้นที่กันชน ที่จะต้องทำพื้นที่กันต่อไป ซึ่งก็ต้องมีการเชื่อมโยงประสานกันและมอบหมายตัวบุคคลในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่จะมาประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ และเราก็จะให้รายงานความก้าวหน้าทุก 2 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องหลักจริงๆ เพราะเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน
ส่วนการพบกับตัวแทนภาคประชาชนที่จะมีการเคลื่อนไหวในวันที่ 30 กันยายนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กำลังประสานงานเพื่อทำความเข้าใจอยู่ แต่ถ้าจะเคลื่อนไหวแล้วยังอยู่ในกฎหมายก็สามารถทำได้ แต่หากมีความคิดที่จะไปทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ทำไม่ได้ และตนยืนยันได้ว่าทุกอย่างที่ได้ตัดสินใจไปคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของฝ่ายอื่นๆเลย
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า อยากจะเรียนด้วยว่าตอนแรกที่รับเรื่องมาแล้วยังไม่ได้ประกาศ ก็มีเสียงต่อว่าต่อขานว่าทำไมดึงและทำไมช้า เคยตอบไปว่าถ้าประกาศไปเอกชนอาจจะเอาไปใช้เป็นเงื่อนไขในการยื่นต่อศาล วันนี้พอประกาศออกมาแล้ว เขาเอาไปใช้ในเงื่อนไขของศาล ก็ย้อนกลับมาว่าทำไมไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ และความจริงแล้วหากประกาศไป 18 ประเภทกิจการที่ว่านั้นจะมีหลุดไปมากกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นการยืนยันอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราตัดสินใจไปเป็นเรื่องที่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่มาบตาพุด จึงอยากให้ไปดูในรายละเอียด และเอารายละเอียดไปให้ประชาชนทราบ********นายชัยวุฒิ บรรวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเบื้องต้น ถึงความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการ 76 โครงการ ภายหลังศาลปกครองฯมีคำตัดสินออกมาแล้ว ได้รับการประสานงานจากผู้ประกอบการทางโทรศัพท์ในเบื้องต้นถึงสถานะของแต่ละโครงการ โดยต้องรอให้ผู้ออกใบอนุญาต คือ กรมโรงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้รวบรวมรายชื่อโครงการที่ยืนยันว่าไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรง ตามประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง *****เมื่อพิจารณาทั้ง 76 โครงการ โดยแยกเป็นโครงการของอุตสาหกรรม 74 โครงการ และโครงการของคมนาคม 2 โครงการ ซึ่งใน 74 โครงการเป็น มี 45 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว และยังไม่มีการดำเนินการ 29 โครงการ โดย 5 กิจการเข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง







