
มาแก้ปัญหาคนล้นเมือง
เมื่อประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นขอบเขตเมืองก็ขยายตัวออกไป องค์การอนามัยโลกจึงทำนายว่า ในอนาคตอันใกล้
โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]
เมื่อประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นขอบเขตเมืองก็ขยายตัวออกไป องค์การอนามัยโลกจึงทำนายว่า ในอนาคตอันใกล้ ประชากรโลก 6 ใน 10 คน หรือ 60% จะอาศัยอยู่ในเมือง และภายในปี 2050 สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ตอนนี้โลกเราก็มี “อภิมหานคร” หรือ Megacity ที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคนอาศัยอยู่ทั่วโลก เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 3 เมืองแรก ได้แก่ โตเกียว อันดับ 1 มีประชากรปาเข้าไป 38.8 ล้านคน อันดับ 2 จาการ์ตา เมืองแห่งรถติดมหาประลัย (ไปมาแล้วเข็ดเลยค่ะ) มี 31.5 ล้านคน ส่วนอันดับ 3 คือ กรุงโซล มี 25.5 ล้านคน
เมื่อมองจากท้องฟ้าลงมายังคาบสมุทรเกาหลีในยามค่ำคืน จะเห็นชัดเจนว่าแสงไฟสว่างไสวกระจุกตัวเป็นกลุ่ม ณ ที่ตั้งของเมืองใหญ่ เช่น โซล ปูซาน และวงแสงไฟนั้นขยายกว้างกว่าทศวรรษก่อนๆ ครั้นเมื่อรวมตัวเลขคนที่อยู่อาศัยรอบๆ กรุงโซล คือ อินชอนกับจังหวัดคยองกีแล้ว ปรากฏว่ามีผู้คนชาวเกาหลีมากระจุกตัวอยู่ที่นี่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ !
รัฐบาลเกาหลีมองเห็นปัญหาในอนาคตที่จะตามมากับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ตึกรามบ้านช่อง ธุรกิจการค้า การผลิตและการบริการ สถานศึกษาที่เพิ่มขึ้นตามคน ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนพลังงานและสาธารณูปโภค อาชญากร การขนส่งและการเดินทาง ของเสียขยะจากบ้านเรือนและอุตสาหกรรมที่จะทำร้ายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ คนตายยากขึ้นทำให้จำนวนผู้สูงอายุ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่จะต้องบริหารจัดการความสุขของคนที่อยู่ในเมืองให้อยู่หมัดด้วยเทคโนโลยี โครงการ U-KOREA MASTER PLAN จึงเกิดขึ้นในปี 2006 สามารถพูดได้ว่า Ubiquitous City เป็นเมืองอัจฉริยะแบบฉบับเกาหลีที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green City) ซึ่งเกิดมาอย่างแน่วแน่มั่นคงเป็นแถวหน้าในเอเชียมาเกือบ 10 ปีแล้ว เกาหลีได้ยกร่างพระราชบัญญัติการก่อสร้างเมืองอัจฉริยะ “Act on Ubiquitous Construction” ในปี 2008
เคล็ดวิชาแห่งความสำเร็จอันหนึ่งที่เกาหลีชอบใช้ คือ การหลอมรวม (Convergence) สิ่งต่างๆ เข้าหากันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้หลอมรวมเอาการจัดการงานที่สำคัญเข้าด้วยกัน เช่น งานด้านการก่อสร้างเมืองใหม่ทั้งอาคารและโครงสร้างสาธารณูปโภค โครงข่ายโทรคมนาคม ให้อำนาจแก่ส่วนกลางที่จะสั่งการด้านการสร้างเมืองอัจฉริยะและระบบไอที ลงไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อป้องกันการใช้งบประมาณดำเนินโครงการซ้ำซ้อน...เรื่องนี้ขอยกนิ้วให้เกาหลีค่ะ เพราะนึกถึง “หัวหน้าสมควร” ขึ้นมาได้
“หัวหน้าสมควร” เป็นหัวหน้ากลุ่มงานในสำนักงานเกษตรจังหวัดหนึ่งที่ทำงานร่วมกันมาหลายหน วันหนึ่งขณะที่นั่งคุยกัน หัวหน้าก็บ่นขึ้นมาว่าหน่วยงานต่างๆ ในบ้านเราได้รับงบประมาณมาแล้วต่างคนต่างไปทำ ซ้ำซ้อนกันก็บ่อย ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่หน่วยอื่นทำไว้ดีก็ไม่เอามาใช้ เพราะขาดจุดเชื่อมโยงข่าวสารกัน จึงเสียเงินงบประมาณในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกันมาก หัวหน้าสมควรเล่าแบบขำๆ ด้วยเสียงเหน่อๆ เฉพาะตัวว่า “ขนาดกลุ่มงานในสำนักงานเดียวกันเนี่ย ยังไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะ ว่าวันๆ ไปทำอะไรกันบ้าง”
แผนการหลักของ Ubiquitous City เกาหลี คือ สร้างเมืองใหม่ใกล้เมืองเก่า ตัวอย่าง เช่น เมืองใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน ได้แก่ เมืองซองโด เมืองยองจง และเมืองชองนา และแน่นอนว่าอภิมหาโครงการเหล่านี้ รัฐต้องทำร่วมกับบริษัท “แช-บอล” หรือกลุ่มธุรกิจตระกูลใหญ่ๆ เพราะผลประโยชน์ที่มากับโครงการเมือง Ubiquitous City คือ การก่อสร้างมูลค่ามหาศาล ก็สร้างสรรค์ดีกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศตนเองด้วยการออกไปทำสงครามนอกประเทศอย่างที่บางประเทศชอบทำในอดีตล่ะค่ะ
มูลค่ามหาศาลขนาดไหน...เอาแค่ในขั้นตอนเตรียมการ ที่เรียกว่า Value Creator Project เพื่อสร้างความเข้าใจในเมือง Ubiquitous City ที่รัฐจัดสรรให้ Ministry of Land, Transport and Maritime Affairs (MLTMA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ เช่น โครงการ Mega Korean Construction Technology Project เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิต มูลค่า 2,700 ล้านบาท และโครงการ The Korean Land Specialization Program ลงทุนโดยรัฐ 3,600 ล้านบาท ลงทุนโดยเอกชน (ผู้ได้รับผลประโยชน์) 1,260 ล้านบาท
ส่วนการก่อสร้างแต่ละเมืองลงทุนไม่เท่ากัน เช่น เมืองซองโด ประมาณการค่าก่อสร้างทั้งเมืองมหาศาลจริงค่ะ ราวหนึ่งล้านล้านบาท ช่างเป็นการลงทุนที่อาจหาญนัก เพื่อให้ 6.5 หมื่นครัวเรือนรวม 3 แสนคน เข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยในเมือง คิดเฉลี่ยค่าลงทุนสร้างเมืองให้คนเข้าไปอยู่ คนละ 3.33 ล้านบาท
ฉับพลันนั้นเอง! ... ขณะที่ “เชกา” นั่งอยู่ในห้องสุขา ณ สถานีรถไฟเมืองแดกูตะวันออก สายตาก็เห็นป้ายติดไว้ที่ประตูห้องน้ำ ตรงหน้าพอดี บอกว่า “ขณะนี้ ท่านนั่งอยู่ในห้องน้ำหมายเลขที่ 18 ของห้องน้ำจุดที่ 3 ของสถานีรถไฟแดกูตะวันออก” พร้อมทั้งเขียนเบอร์โทรฉุกเฉินไว้ หันไปด้านข้างพบปุ่มกดอินเตอร์คอมภายในโต้ตอบกับห้องควบคุมของสถานีได้...ช่างน่าชื่นชมอะไรเช่นนี้ พลางสมมติว่าตนเองเป็นผู้สูงอายุมานั่งทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำแล้วเกิดอาการหน้ามืด ลุกขึ้นไม่ได้ (สถิติระบุว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะมีอาการกำเริบหรือล้มในห้องน้ำ)
นับเป็นความ SMART แบบเกาหลีที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสูง ไม่ต้องลงทุนเครื่องมือราคาแพงใดๆ เลยค่ะ เพียงแต่คิดให้รอบคอบในสิ่งแวดล้อมที่ฉลาด ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะช่วยคนในสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ได้ ผู้สูงอายุใช้เทคโนโลยีไม่เป็น แม้มีมือถือแต่อาจไม่สามารถบอกสถานที่ที่ตนอยู่ได้อย่างชัดเจน การติดอุปกรณ์ที่เรียกคนช่วยเหลือในที่เปลี่ยวก็ไม่ได้แพงอะไรเลย แค่นี้เราก็สร้าง SMART Environment ได้ค่ะ







