posttoday
ปฏิรูปไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ศรัทธา

ปฏิรูปไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ศรัทธา

04 มิถุนายน 2560

หลายท่านคงจะรู้จัก “นครวัด” ในราชอาณาจักรกัมพูชา ความจริงแล้วนครวัดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

‘มหาอาณาจักรยังสูญสิ้น

เมื่อแผ่นดินไร้ศรัทธา’

หลายท่านคงจะรู้จัก “นครวัด” ในราชอาณาจักรกัมพูชา ความจริงแล้วนครวัดเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า “พระนคร” ที่ฝรั่งเรียกว่า Angkor แปลเป็นไทยว่า “เมืองหลวง” (The Capital City) อันเป็นศูนย์กลางของ “จักรวรรดิเขมร” ซึ่งเป็น “มหาอาณาจักร” อยู่ในภูมิภาคแถบนี้เมื่อกว่า 1,200 ปีมาแล้ว

ที่ผู้เขียนใช้คำว่า “มหาอาณาจักร” ก็เพื่อเน้นความยิ่งใหญ่ในอาณาเขตของอำนาจการปกครองที่เขมรในยุคนั้นสามารถครอบครองพื้นที่ไปได้อย่างกว้างขวางเกือบทั่วทั้งคาบสมุทรอินโดจีน แต่กระนั้นก็เป็นอำนาจที่ขาดความยั่งยืน เพราะเป็นอำนาจที่ทำได้แค่การสร้างสัญลักษณ์ของอำนาจ แต่ไม่สามารถที่จะทำให้อำนาจนั้น “ซึมแทรก” เข้าไปในชีวิตจิตใจของผู้คนในอาณาเขตที่เขมรเข้าไปครอบครองได้ อย่างที่เรียกว่า “กลัวแต่ไม่เกรง” หรือ “ยอมสยบแต่ไม่คบหา” คือ “ไม่ศรัทธา” นั่นเอง

นครวัดสร้างในสมัยกษัตริย์ชัยวรมันที่ 2 แห่งมหาอาณาจักรเขมร ที่ครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1313-1378 เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดในพระนคร ที่ประกอบด้วยปราสาทหินอื่นๆ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ อีกนับเป็นพันๆ  แห่ง รวมถึงคูคลองต่างๆ ที่ขุดขึ้น ถนนหนทาง บ้านเรือน รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่กว้างยาวนับสิบกิโลเมตร นับพื้นที่เมืองทั้งหมดกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร (กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,569 ตารางกิโลเมตร) เฉพาะบริเวณที่เป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัดก็มีอาณาบริเวณเกือบ 20 ตารางกิโลเมตร โดยที่กำแพงปราสาทแต่ละด้านก็มีความยาวกว่า 1,500 เมตร (คือยาวกว่ารั้วพระตำหนักจิตรลดารโหฐานที่ยาวด้านละ 1 กิโลเมตร อีกครึ่งกิโลเมตร) สร้างขึ้นตามลัทธิความเชื่อของศาสนาฮินดูพราหมณ์ เพื่อบูชาวิษณุเทพหรือพระนารายณ์ แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นก็เพื่อแสดง “ศักดานุภาพ” ของกษัตริย์ชัยวรมันนั้นเอง

การสร้างนครวัดใช้เวลาหลายสิบปี (แต่กระนั้นก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์) ใช้แรงงานคนนับแสน แรงงานช้างและควายอีกนับหมื่น เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ต้องเกณฑ์ผู้คนทั้งเมืองมาร่วมเฉลิมฉลองอีก เป็นที่เอิกเกริกในภาพที่เห็นภายนอกนั้น แต่ภายในจิตใจล้วนหดหู่เศร้าหมอง เพราะต้องถูกบังคับกะเกณฑ์ให้มาร่วมสร้างและร่วมยินดีในสิ่งที่ผู้คนไม่ได้ต้องประสงค์ เพียงเพื่อความยิ่งใหญ่ขององค์กษัตริย์แต่ละพระองค์เท่านั้น

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ถกเขมร” คราวที่ไปเที่ยวเขมรเมื่อ พ.ศ. 2494  (ก่อนที่จะมีกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารใน พ.ศ. 2495 และต้องแพ้คดีเสียส่วนองค์ปราสาทให้เขมรใน พ.ศ.  2505) ว่าการที่ราษฎรเขมร “ยอม” ให้ความร่วมมือและร่วมในการเฉลิมฉลององค์ปราสาทเหล่านั้น ก็อาจจะเป็นด้วยได้รับการ “กล่อม” ด้วยอุบายบางอย่าง เช่น การสร้างศาสนสถานเหล่านี้จะพาให้ทุกคนได้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า หรือ “ขึ้นสวรรค์” หรือแลกกับ “อิสรภาพ” เพราะแรงงานที่มาก่อสร้างส่วนใหญ่คือทาส ที่ท่านมีข้อวิเคราะห์เช่นนี้ก็เพราะฝีมือการสร้างที่หลายๆ ส่วนนั้นมีความประณีตสวยงาม ซึ่งก็ต้องมีความเชี่ยวชาญเชิงศิลป์ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีความ “ตั้งใจ” ในการสร้างในส่วนนั้นๆ พอสมควร

ในระยะแรกๆ ผู้คนก็ทุ่มเทและให้ความร่วมมือด้วยดี แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป และคนทั้งหลายได้ผจญความทุกข์ยาก หลายคนล้มตายไปอย่างน่าอเนจอนาถ (โดยที่พระผู้เป็นเจ้าก็ช่วยอะไรไม่ได้) แต่ที่เป็นเหตุให้คนทั้งหลาย “ระอา” ต่อความฝันที่ไม่เป็นจริงนั้นก็คือ พอเปลี่ยนกษัตริย์ก็ต้องไปสร้างปราสาทองค์อื่นเพื่อเป็นพระเกียรติยศแด่กษัตริย์พระองค์ใหม่นั้นต่อไป ปราสาทองค์เดิมก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง ที่สุดเมื่อลัทธิ “เทวราช” เหล่านี้สิ้นสุดลงเพราะอาณาจักรอื่นๆ ที่เคยอยู่ใต้อำนาจของเขมรนั้นเข้มแข็งขึ้น เป็นต้นว่า อยุธยา และญวน “มหาอาณาจักรเขมร” นี้ก็ถึงกาลสิ้นสุด บรรดาปราสาทอันยิ่งใหญ่และสวยงามนับเป็นพันๆ แห่งนี้ก็ถูกลืม โดยเฉพาะในหมู่ราษฎรเขมรที่ได้ “ละทิ้ง” ไม่สนใจไยดี ที่อาจจะเป็นด้วย “ความชอกช้ำระกำทรวง” ดังกล่าว ปล่อยให้ร้างเป็นป่าจนรกชัฏ กระทั่งฝรั่งมาค้นพบและบูรณะขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมานี้เอง

ผู้เขียนเห็นด้วยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในประเด็นที่ว่าคนเขมรและทาสน่าจะถูก “กล่อม” ให้มาสร้างปราสาททั้งหลายนั้นด้วยอุบายที่แยบยลของผู้ปกครอง รวมทั้งอำนาจบังคับอันเด็ดขาดเหนือชีวิตผู้คนทั้งปวงขององค์เทวราชในยุคมหาอาณาจักรเขมรนั้น แต่ไม่เชื่อว่าคนเขมรจะมีความ “เชื่อถือศรัทธา” ต่อผู้ปกครองของเขาอย่างมากมายจนโงหัวไม่ขึ้น

ผู้เขียนเชื่อว่าคนเขมรน่าจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง อย่างน้อยก็มีสติปัญญาที่จะ “คิดฝัน” ถึงอนาคตของตนเอง อย่างหนึ่งก็คือ “วันข้างหน้า” ที่ทุกคนจะได้พบกับความสุขความรุ่งเรือง ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ปกครอง และอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ว่าต้องร่วมมือกันสร้างขึ้น แล้ว “ความสุข-ความฝัน” นั้นจึงจะเกิดขึ้นได้

ผู้เขียนมีพื้นที่บทความแต่ละสัปดาห์เพียงแค่นี้ ไม่พอที่จะวิจารณ์แนวคิดและกระบวนการปฏิรูปประเทศของ  คสช.ให้ละเอียดได้ทั้งหมด จึงขอเล่าเรื่องการสร้างมหาอาณาจักรเขมรเมื่อพันกว่าปีนั้นมาเทียบเคียง ภายใต้หลักคิดที่ว่าการ “สร้าง” อะไรที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้น ไม่เพียงแต่จะใช้อำนาจอันเด็ดขาดเข้มแข็ง และการ “เกลี้ยกล่อม” ที่ชวนฝันบรรเจิดจิตเท่านั้น แต่ต้องร่วมด้วยกับ “ความเชื่อถือและเชื่อมั่น” ว่าสิ่งนั้นจะเกิดเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนคนไทยทั้งหลายอย่างแท้จริง

อย่าให้การปฏิรูปประเทศเป็นแค่ “อนุสรณ์สถาน” ของ คสช. แบบปราสาทเขมรนั้นเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท