posttoday
จับตาครึ่งหลัง ปชป.ไล่ตีตื้นหนียุบพรรค

จับตาครึ่งหลัง ปชป.ไล่ตีตื้นหนียุบพรรค

15 กันยายน 2553

ผ่านพ้นครึ่งแรกไปแล้วกับการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาท ไม่ตรงกับความเป็นจริง เข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 มาตรา 62 และ 65 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 82 และ 93 ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ผ่านพ้นครึ่งแรกไปแล้วกับการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาท ไม่ตรงกับความเป็นจริง เข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 มาตรา 62 และ 65 และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 82 และ 93 ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

โดย.....ทีมข่าวการเมือง

 

จับตาครึ่งหลัง ปชป.ไล่ตีตื้นหนียุบพรรค

ระยะเวลาเดือนกว่า จากการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องทั้งหมด 5 นัด ตั้งแต่นัดแรกวันที่ 9 ส.ค. จนถึงนัดสุดท้ายวันที่ 13 ก.ย. รวมพยานทั้งหมด 16 ปาก พรรคประชาธิปัตย์ดูจะตกเป็นรองอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “เงื่อนงำ” การโอนเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน มายังบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น เชื่อมโยงกับเงินบริจาคและเงินกองทุนของพรรคประชาธิปัตย์

โดยเฉพาะพยานปากสำคัญ ประจวบ สังข์ขาว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซไซอะฯ ที่มีส่วนสำคัญต่อน้ำหนักในคดี จนมีข่าวว่าถูกซื้อตัวให้กลับคำให้การมาตลอดช่วงเวลาก่อนขึ้นเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายแม้ “ประจวบ” จะไม่กลับคำให้การ พร้อมยืนยันสิ่งที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เชื่อมโยงผูกมัดพรรคประชาธิปัตย์

แต่ในการไต่สวนระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ร้องทั้งจากฝั่งนายทะเบียนพรรคการเมือง (ซีก กกต.) และฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ “ประจวบ” ยังคงรักษาท่าทีที่จะเบิกความเพิ่มเติมในรายละเอียดเส้นทางการเงินต่างๆ แม้ทนายทั้งสองฝั่งจะพยายามซักถาม แต่ “ประจวบ” กล่าวเพียงว่าไม่ทราบ จำไม่ได้

ทว่า ในการไต่สวนนัดถัดมา “วาศิณี ทองเจือ” ผู้บริหาร บริษัท แมคเน็ทชายส์ บริษัทรับงานทำป้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เบิกความผูกมัดประชาธิปัตย์อีกดอก ด้วยการระบุถึง “ธงชัย คลศรีชัย” ลูกพี่ลูกน้อง ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กรณีให้ออกใบเสร็จให้กับพรรคทั้งที่ไม่ได้ตกลงกันตั้งแต่แรก

ก่อนมาตอกย้ำด้วยในนัดสุดท้ายด้วย “เทปลับ” ของ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนคดีนี้ ที่แอบอัดการสนทนาของ “ประจวบ” ซึ่งระบุว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน วิทยา แก้วภราดัย รู้เห็นการโอนเงินจากทีพีไอฯ มาเมซไซอะฯ และประชาธิปัตย์

จนทีมกฎหมายประชาธิปัตย์ต่างเต้นผาง ก่อนจะออกมาโจมตีการมุบมิบแสดงเทปลับซึ่งไม่เคยปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาก่อน และ พ.ต.อ.สุชาติ ยังทำผิดขั้นตอนการไต่สวนที่ไม่ยอมทำคำชี้แจงมายังศาลก่อนขึ้นเบิกความ 7 วัน เพื่อให้ฝ่ายประชาธิปัตย์ทำคำโต้แย้ง ไปจนถึง “อภิสิทธิ์” ที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่านอกจากส่วนการไต่สวนพยานทั้ง 16 ปากที่ผ่านมาของฝ่ายผู้ร้อง หรือนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติในหลายธุรกรรมการเงิน ซึ่งมีบริษัท เมซไซอะฯ เป็นตัวขับเคลื่อน

ทั้งการออกใบกำกับภาษีปลอมจากบริษัทที่ปิดตัวไปแล้ว การเบิกจ่ายล่วงหน้าจากเงินกองทุนฯ จนถึงการโอนเงินไปยังคนใกล้ชิด “ประจวบ” และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ซึ่งประชาธิปัตย์พยายามซักค้านหักล้างประเด็นนี้ว่า เป็นเพียงแค่การหลบเลี่ยงการถูกอายัดของ “ประจวบ” ที่ถูกฟ้องล้มละลายไม่สามารถนำเงินเข้าบัญชีตัวเองได้

เช่นเดียวกับ ธงชัย คลศรีชัย ญาติประดิษฐ์ ที่ชี้แจงว่า ไม่สามารถนำเงินเข้าบัญชีตัวเองได้ เพราะกลัวถูกแช่แข็ง ทำให้เมื่อรับเงินค่าจ้างผลิตของมาจากเมซไซอะฯ แล้ว ต้องโอนเงินไปยังเครือญาติ 1.9 ล้านบาท ทั้งหมด 5 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งหมด 9.5 ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายโอนต่อไปยังบริษัทขายวัตถุดิบอีกทอดหนึ่ง

อีกด้าน ประชาธิปัตย์เองยังพุ่งเป้าซักค้านไปที่การหักล้างน้ำหนักพยานเป็นสำคัญ เริ่มตั้งแต่คณะทำงานของ กกต. ที่พยายามสะท้อนภาพให้เห็นว่าถูกแรงกกดันจาก “เสื้อแดง” ที่บุกไปปิดล้อม กกต. ในส่วนดีเอสไอ ประชาธิปัตย์พยายามโยงให้เห็นถึง “อคติ” ที่มีต่อพรรค และความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ในส่วนการหักล้างน้ำหนักพยานปากสำคัญอย่าง “ประจวบ” ประชาธิปัตย์ได้หยิบยกเรื่องค่าจ้าง 5 ล้านบาท ที่ถูกนำมาเป็นแรงจูงใจกับการเป็นพยานซัดทอดประชาธิปัตย์ให้ถูกยุบ โดยมีการเชื่อมโยงกับบ้านที่ จ.นนทบุรี ที่ถูกยึดหลังฟ้องล้มละลายและขายทอดตลาดก่อนจะถูกซื้อคืนมาและให้ “ประจวบ” อาศัยอยู่ต่อจนถึงปัจจุบัน

กระบวนการไต่สวนที่ผ่านมาจึงเรียกได้ว่าเป็นการผ่านพ้นจุดยากลำบากที่สุด ของประชาธิปัตย์ไปแล้ว ดังนั้นการนัดไต่สวนพยานฟากประชาธิปัตย์ 14 ปากนับจากนี้เป็นต้นไป จึงจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้หักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมด

กลุ่มแรก อิสระ ลิ้มศิริวงศ์ ประธานชุดสอบสวน กกต. ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ประธานคณะทำงานนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งจะซักถามให้เห็นถึงข้อสรุปของคณะกรรมการสอบสวนก่อนหน้านี้ที่ยืนยันว่าประชาธิปัตย์ไม่ผิดมา 3 รอบ และจะดึง คมสัน โพธิ์คง อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาชี้แจงในเจตนารมณ์การยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550

กลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่พรรคซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำบัญชี กลุ่มที่ 3 อดีตกรรมการบริหาร ตั้งแต่ บัญญัติ บรรทัดฐาน ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการฯ นิพนธ์ บุญญามณี ฯลฯ ที่เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ จนถึงไฮไลต์สำคัญที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในนัดสุดท้ายวันที่ 18 ต.ค.

หลายฝ่ายประเมินว่า การตัดสินคดีนี้ในปม 29 ล้านบาท จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญกับทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากนี้

ย้อนดู 5 ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งไว้เป็นแนวทางการพิจารณา 1.กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และ 2550 ซึ่งเหล่านี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายไม่ต้องนำสืบ

แต่ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ข้อ 3.พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2548 เป็นไปตามแผนงานโครงการที่ขออนุมัติหรือไม่ 4.ทำรายการใช้จ่ายเงินดังกล่าว ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นงานหนักที่พยานทั้ง 14 ปาก ต่อจากนี้จะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าจะออกมาอย่างไร

ก่อนจะมาสู่การพิจารณาสรุปสุดท้าย ข้อ 5.ถ้ากรณีมีเหตุให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (คปค.) ฉบับที่ 27 หรือตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 หรือไม่ อย่างไร

ทั้งหมดนี้ต้องติดตามดูในครึ่งหลัง ว่าประชาธิปัตย์จะแก้เกมจุดอ่อนที่ถูกโจมตี และพลิกประเด็นให้ตัวเองหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้มากน้อยแค่ไหน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ