posttoday
ศก.โลกฟื้นต้วลวง ตลาดงานอาการหนัก

ศก.โลกฟื้นต้วลวง ตลาดงานอาการหนัก

15 กันยายน 2553

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นเพราะความล้มเหลวในการกระตุ้นการจ้างงาน และการกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอีกครั้ง หลังจากที่ภาครัฐรับผิดชอบด้วยการเป็นผู้ใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเป็นเวลาแรมปี

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ไม่ประสบความสำเร็จอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นเพราะความล้มเหลวในการกระตุ้นการจ้างงาน และการกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอีกครั้ง หลังจากที่ภาครัฐรับผิดชอบด้วยการเป็นผู้ใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเป็นเวลาแรมปี

โดย......ทีมข่าวต่างประเทศ

 

ศก.โลกฟื้นต้วลวง ตลาดงานอาการหนัก

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่แตกต่างมากนัก ระหว่างสหรัฐที่เผชิญกับตัวเลขว่างงานที่สูงถึง 9.6% (ช่วงเดือน มิ.ย.) กับแนวโน้มที่เลวร้ายยิ่งกว่าในตลาดแรงงานยุโรป ด้วยอัตราว่างงานสูงถึง 9.7% (ช่วงเดือน เม.ย.) ขณะที่ญี่ปุ่นแม้จะมีอัตราว่างงานที่ 5.2% แต่การใช้จ่ายผู้บริโภคต่ำจนน่าใจหาย และฉุดให้ญี่ปุ่นจมปลักกับภาวะเงินฝืดยืดเยื้อ

ผลปรากฏว่าสหรัฐและญี่ปุ่นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญกับความล้มเหลวในการจ้างงาน และความเสี่ยงจากภาวะงบประมาณขาดดุลมหาศาล

จึงไม่น่าประหลาดใจที่ โดมินิก สเตราส์คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (The Great Recession)แต่ปรากฏการณ์ตรงกันข้าม คือ หลายส่วนของโลกกลับยังเผชิญกับภาวะว่างงานรุนแรง

การว่างงานหมายถึงผู้บริโภคจะขาดรายได้หรือขาดกำลังซื้อ ซึ่งในท้ายที่สุดหมายความว่า การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาได้นั้นก็ด้วยพลังจากการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ มิได้เป็นการฟื้นตัวตามธรรมชาติหรือตามกลไกแต่อย่างใด

ด้วยประการเช่นนี้ ภาวะการฟื้นตัวจึงไม่ต่างอะไรกับภาพมายา

ที่น่าวิตกคือ สเตราส์คาห์น ยังเตือนว่า แนวโน้มว่างงานรุนแรงทั่วโลกจะยืดเยื้อนานหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ซึ่งขณะนี้เริ่มหมดสิ้นทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องด้วยกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะจนไม่สามารถก่อหนี้ได้อีกต่อไป หาไม่แล้วเงินยูโรจะหมดสิ้นมนต์ขลังในทันทีหากวิกฤตลุกลามไปทั่วภูมิภาค

สถานการณ์ที่ยุโรปกำลังประสบ หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “หนีเสือปะจระเข้” เพราะอย่างน้อยเมื่อเทียบกับสหรัฐจะพบว่า สหรัฐยังพอก่อหนี้ได้เพื่อนำงบประมาณมากระตุ้นการจ้างงาน แต่ยุโรปไม่เพียงไม่สามารถทำเช่นนั้น แต่ยังพบกับอีกหนึ่งปัญหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่งในตลาดแรงงาน

จากรายงาน “New Skills for New Jobs” ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) พบว่า เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรวัยทำงาน (2564 ปี) ของยุโรป ขาดทักษะและมีคุณภาพในการทำงานต่ำ และมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากการขาดงบประมาณสำหรับการฝึกอบรมแรงงานที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตคนว่างงานล้นเมืองพร้อมๆ กับวิกฤตหนี้สาธารณะ เช่น สเปน

หากภาคเอกชนจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันมาจ้างงานในรูปแบบลูกจ้างชั่วคราว หรือต่อสัญญาตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะไม่เพียงตัวเลขจ้างงานถาวรจะไม่ขยับขึ้นเท่านั้น แต่การจ้างงานชั่วคราวยังเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจไม่เล็งเห็นประโยชน์ของการฝึกอบรมทักษะพนักงาน

ผลที่ตามมาก็คือ ภาวะว่างงานรุนแรงบวกกับภาวะแรงงานที่ไม่มีทักษะเพียงพอ

ก่อนหน้านี้มีตัวเลขคาดการณ์ของศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมอาชีพแห่งยุโรป (CEDEFOP) ที่ระบุว่า จะมีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านตำแหน่งในช่วงทศวรรษข้างหน้า แต่การคาดการณ์ดังกล่าวเปิดเผยในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปจะระเบิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ และกลายเป็นอุปสรรคที่ปิดทางไม่ให้หลายประเทศสามารถใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อกระตุ้นการจ้างงานได้อย่างเต็มที่

สถานการณ์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐเช่นกัน

จอห์น ฮิลเซนแรธ แห่งหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ตั้งข้อสังเกตไว้ในบล็อกที่ชื่อ Whiff of Good News on LongTerm Unemployment ว่า ภาวะว่างงานยืดเยื้อจะก่อให้เกิดความกังวลหลายๆ ประการ ประการแรก คือ ผลกระทบต่อตัวบุคคลและครอบครัวอีกประการ คือ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Hysteresis ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับยุโรป กล่าวคือ หากคนคนหนึ่งตกงานนานเกินไป ก็จะยิ่งหางานใหม่ได้ยาก เนื่องจากทักษะการทำงานตกต่ำลง

ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ น่าจะตระหนักถึงแนวโน้มนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะ ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโอบามา เคยทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหานี้ในช่วงทศวรรษที่ 80

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่เกี่ยวโยงกับปัญหาข้างต้น นั่นคือความเป็นไปได้ที่โครงสร้างสวัสดิการช่วยเหลือด้านการเงินแก่คนว่างงานของสหรัฐอาจเป็นปัจจัยให้สถานการณ์ว่างงานเลวร้ายลง

โรเบิร์ต บาร์โร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ตัวการที่ทำให้อัตราว่างงานของสหรัฐสูง 9.6% มาจากการที่รัฐบาลโอบามาขยายระยะเวลาขอรับสวัสดิการคนว่างงานออกไปถึง 99 สัปดาห์ จากระดับมาตรฐานเดิมที่ 26 สัปดาห์ และจากการคำนวณของบาร์โร พบว่าหากใช้มาตรฐานเดิม ตัวเลขว่างงานจะอยู่ที่ 6.8% เท่านั้น

หากการคำนวณของ บาร์โร เป็นความจริง ก็อาจกล่าวได้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เพียงสร้างภาวะการฟื้นตัวที่เป็นเพียงมายาภาพ แต่ยังเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายการฟื้นตัวอย่างแท้จริง โดยที่ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องไม่ทันตระหนักถึงมาก่อน

สิ่งที่มหาอำนาจเศรษฐกิจเหล่านี้จะต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน คือ ความบกพร่องและช่องโหว่ของกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหาไม่แล้ว หากยังใช้มาตรการกระตุ้นต่อไป สิ่งที่ได้มาคือการฟื้นตัวหลอกๆ บนความเสียหายด้านงบประมาณมูลค่ามหาศาล

กลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยที่ตลาดแรงงานและศักยภาพของแรงงานกลับย่ำแย่ลง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท