
เศรษฐกิจสร้างสรรค์สิทธิของนักแสดงกับลิขสิทธิ์
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ไหนๆ ก็ได้พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากวรรณกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ภาพยนตร์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสร้างสรรค์
และสำหรับคนไทย ภาพยนตร์ รวมไปจนถึงเรื่องที่เรียกกันว่า PreProtection และ PostProtection เราก็ไม่แพ้ใคร ภาพยนตร์หลายเรื่องของไทยก็ไปได้รับรางวัลที่เมืองคานส์มาแล้ว แม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ทำตลาดก็ตาม
และไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาระที่อยู่ในภาพยนตร์ หรือตัวภาพยนตร์เอง ก็ได้รับการคุ้มครองจากพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทั้งของไทย และความตกลงระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า เบิร์นคอนเวนชัน หรืออนุสัญญากรุงเบิร์น เพราะงานภาพยนตร์นั้นถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ดังได้กล่าวไว้แล้ว เพราะหมายถึงโสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วย ลำดับของภาพ ซึ่งสามารถนำออกฉายต่อเนื่องกันได้ หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่นเพื่อนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ และหมายรวมไปถึงเสียงประกอบภาพยนตร์ด้วย
ส่วนงานโสตทัศนวัสดุตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ หมายถึง งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุ ไม่ว่าจะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบงานนั้นด้วย เช่น วิดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ ที่บันทึกข้อมูลที่ประกอบด้วยลำดับของภาพ หรือภาพและเสียง เป็นต้น
แต่แน่นอนว่า ภาพยนตร์จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเค้าโครง นวนิยาย การแพร่เสียงแพร่ภาพ และที่สำคัญคือ นักแสดง
สำหรับงานแพร่เสียงแพร่ภาพนั้น หมายถึงงานที่นำออกส่งสู่สาธารณชน โดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง หรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน
ส่วนนวนิยายเองก็จัดเป็นงานวรรณกรรมดังที่กล่าวมาแล้ว จึงได้รับการคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และอนุสัญญากรุงเบิร์น
แต่สิทธิของนักแสดงนั้นไม่ใช่ไม่ได้รับการคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และอนุสัญญากรุงเบิร์น แต่เป็นสิทธิที่เขาถือกันว่าใกล้เคียงกับลิขสิทธิ์ ที่เขาเรียกกันว่า
“สิทธิข้างเคียง” (Neighboring Rights หรือ Related Rights) โดยกำหนดการคุ้มครองแก่สิทธิของนักแสดงเข้ามาไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่กล่าวถึงนี้ และเลียนมาจากเรื่องของลิขสิทธิ์โดยตรง กล่าวคือให้นักแสดงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการกระทำอันเกี่ยวกับการแสดงของตน ดังต่อไปนี้แพร่เสียงแพร่ภาพ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งการแสดง เว้นแต่จะเป็นการแพร่เสียงแพร่ภาพ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนจากสิ่งบันทึกการแสดงที่มีการบันทึกไว้แล้ว
บันทึกการแสดงที่ยังไม่มีการบันทึกไว้แล้ว
ทำซ้ำ ซึ่งสิ่งบันทึกการแสดงที่มีผู้บันทึกไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนักแสดง หรือสิ่งบันทึกการแสดงที่ได้รับอนุญาตเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ หรือสิ่งบันทึกการแสดงที่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิของนักแสดง เช่น การติชม วิจารณ์ การศึกษาวิจัย การใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบุคคลในครอบครัว หรือญาติสนิท การกล่าว หรือคัดลอก อ้างอิงบางส่วน ทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ห้องสมุด ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไงด้วยว่า
นักแสดงนั้นต้องมีสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย หรือ
การแสดงหรือส่วนใหญ่ของการแสดงนั้นเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือในประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่
และมีการกำหนดให้นักแสดงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนด้วย หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือนักแสดงมีสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ในขณะที่มีการบันทึกเสียงการแสดงนั้น หรือในขณะที่เรียกร้องสิทธิ หรือการบันทึกเสียงการแสดง หรือส่วนใหญ่ของการบันทึกเสียงของการแสดงนั้นเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือในประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ที่ไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่กำหนดในกฎหมายนั้นค่อนข้างครอบคลุมสิทธิของนักแสดง รวมไปถึงนักแสดงต่างชาติที่เข้ามาแสดงในประเทศไทยด้วย ดังนั้น นักร้อง นักแสดง เช่น เรน เมื่อมาแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทย เทปที่บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตของเรนก็จะได้รับการคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ และใครจะนำไปทำซ้ำ หรือดัดแปลง นำออกเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของนักแสดงด้วย
แถมอายุการคุ้มครองก็ไม่ใช่ย่อยๆ โดยคุ้มครองให้ถึง 50 ปี เพียงแต่ไม่ใช่นับจากวันที่นักแสดงตาย เหมือนเรื่องลิขสิทธิ์ทั่วๆ ไป แต่อายุ 50 ปีนับตั้งแต่
วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่มีการแสดง
ในกรณีที่มีการบันทึกการแสดงให้นับวันสิ้นปีปฏิทินของปีที่มีการบันทึกการแสดง
การที่ต้องแยกกันเช่นนี้ เพราะบางครั้งนักร้อง นักแสดง อาจมีการทัวร์คอนเสิร์ต ซึ่งการบันทึกการแสดงอาจเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตก็ได้
กรณีการฟ้องร้องในคดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงนั้น เมื่อมีการละเมิด ก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา ซึ่งในคราวหน้าผู้เขียนจะได้นำมายกตัวอย่างให้เห็นต่อไป







