posttoday
พบชีวิตช้าๆ ในความเร่งรีบ

พบชีวิตช้าๆ ในความเร่งรีบ

28 พฤษภาคม 2560

วัฒนธรรม ปั๊ลรี ปั๊ลรี (빨리빨리)...เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาหลีที่ผู้เคยมีประสบการณ์กับชาวเกาหลีจะทราบดีว่า

โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

วัฒนธรรม ปั๊ลรี ปั๊ลรี (&*8744;&*7532;&*8744;&*7532;)...เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาหลีที่ผู้เคยมีประสบการณ์กับชาวเกาหลีจะทราบดีว่า ต้องรีบขยับตัวทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว... “ปั๊ลรี ปั๊ลรี” คือ “เร็วๆ เร็วๆ” เป็นการเร่งเร้าให้ผู้ฟังรีบดำเนินการตามประสงค์ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้น!

อดีตประธานบริษัทเก่าคนหนึ่งที่เคยขับเคี่ยวกันมาด้วยคำว่า “ปั๊ลรี ปั๊ลรี” จนพนักงานมีน้ำหูน้ำตาออกกันถ้วนหน้า ได้เคยอธิบายให้ฟังว่า “เงื่อนไขสภาพแวดล้อมบังคับให้คนเกาหลีมีชีวิตที่เร่งด่วนมาตั้งแต่โบราณ เพราะใน 1 ปี มี 4 ฤดูที่แตกต่างกันมาก ภายใน 2-3 เดือนอุณหภูมิสามารถเปลี่ยนไป 10-20 องศาเซลเซียสได้ ดังนั้น การเพาะปลูกธัญญาหารที่พึ่งพิงธรรมชาติก็ต้องดึงเวลาให้รับแสงอาทิตย์ให้ได้ยาวนานที่สุดเพื่อผลผลิตจะได้โตเต็มที่ ก่อนที่จะต้องรีบเก็บเกี่ยวภายใน 1-2 วันก่อนที่หิมะจะตกลงมาทำให้พืชผลเสียหาย พ่อต้องรีบขวนขวายหาปัจจัยเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้ครอบครัวตามสภาพอากาศ ส่วนแม่ก็ต้องรีบสำรองอาหารทำกิมจิไว้และเปลี่ยนอาหารการกินตามฤดูกาล” ยังมีเหน็บต่อมาอีกว่า “คนไทยไม่เข้าใจหรอกเพราะเมืองไทยสบายมาก อาหารการกินมากมาย ทั้งปีมีฤดูเดียว มีเสื้อผ้าไม่กี่ตัวก็อยู่ได้แล้ว” ประธานพูดมายาว สรุปได้ว่า “การจัดการงานทุกๆ เรื่องต้อง ปั๊ลรี ปั๊ลรี เท่านั้น”

ทั้งนี้ นักวิชาการด้านเกาหลีหลายท่านบอกว่า ที่เกาหลีฟื้นฟูและพัฒนามีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วได้ก็มาจากคำว่า “ปั๊ลรี ปั๊ลรี” ที่อยู่ในสายเลือดนี่แหละค่ะ เช่น ในการประชุมนานาชาติ Pacific Telecommunication Council Conference 2014 ที่ฮาวาย Professor James F. Larson และนักวิชาการจาก KAIST (เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งทางเทคโนโลยีของเกาหลีที่สถาบัน MIT สหรัฐอเมริกา มาช่วยก่อตั้งให้) ได้กล่าวถึง วัฒนธรรม ปั๊ลรี ปั๊ลรี ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบโทรคมนาคมของเกาหลีพัฒนาไปเร็วอันดับต้นๆ ของโลก เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของเกาหลีเร็วที่สุด ขยายตัวครอบคลุมทั้งประเทศ 100% ภายใน 3 ปีหน้าทุกคนจะได้ใช้ 5G ซึ่งส่งผลให้การสร้างเมืองอัจฉริยะ Ubiquitous City ของเกาหลีประสบความสำเร็จเข้าขั้นเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ได้ ! ... วัฒนธรรมประจำชาติเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ค่ะ เหมือนกับวัฒนธรรม “สบาย สบาย” ของเราก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติติดใจจนเมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวในเอเชีย...

เป็นจริงตามที่ อาจารย์ Larson ว่า...ไปเกาหลีคราวนี้ออกนอกกรุงโซลลงใต้ไปทำงานหลายเมือง ไล่จาก กูมิ ชางวอน กิมแฮ อุลซาน วกกลับมาแดจอน แล้วกลับโซล สะดวกสบายมากทั้งรถบัส รถไฟ รถแท็กซี่ ตรวจสอบเวลารถเข้าออก-ซื้อตั๋ว-ชำระเงินได้ทางแอพมือถือหมด วนรอบประเทศไม่มีช่วงสัญญาณขาดหายเลยค่ะ...

อย่างไรก็ตาม เมืองอัจฉริยะทางเทคโนโลยีอย่างกรุงโซลนั้นมีอายุนานกว่า 600 ปี เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ “อี” แห่งโชซอนในชื่อว่า “เมืองฮันยาง”... UNESCO ยกให้โซลเป็นเมือง Creative City ทางด้านวัฒนธรรมโลก...จึงมีหลายสิ่งที่ไม่ธรรมดา เมื่อเดินจากหน้าศาลาว่าการกรุงโซลมา จัตุรัสกวางฮวามุน เราได้เห็นตึกสูงระฟ้า ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณอันทันสมัยต่างๆ ผู้คนเดินไปทำงานกันอย่าง ปั๊ลรี ปั๊ลรี... ทว่าเพียงข้ามถนนไปไม่กี่บล็อก ก่อนถึงพระราชวังชางด๊อก กลับแอบมีชีวิตที่ช้าๆ ในหมู่บ้านอนุรักษ์โบราณที่ชื่อว่า “บุ๊กชนฮันอ๊ก” อยู่ข้างๆ ช่างสวนทางกันอย่างแนบเนียน...

หมู่บ้านบุ๊กชนนี้เป็นตัวอย่างของการผสานวิถีชีวิตของจริงมิได้สร้างขึ้นใหม่เพื่อการท่องเที่ยว ไม่ใช่เมืองโบราณที่ซื้อตั๋วเข้าไปชม กลางคืนไม่มีคนอยู่ แต่เป็นบ้านเก่าแก่แบบเกาหลีโบราณที่เรียกว่า “ฮันอ๊ก&o4620;&o0725;”...ในสมัยโบราณ ทำเลที่ตั้งตรงนี้ดีงามมากเพราะอยู่ระหว่างพระราชวังหลวง “คยองบ๊ก” พระราชฐานของกษัตริย์โชซอนและที่ว่าราชการ กับ พระราชวัง “ชางด๊อก” ซึ่งเป็นพระราชวังพักผ่อนหรือที่พำนักของสมาชิกราชวงศ์คนสำคัญ เลยไปทางเหนือจรดสำนัก “ซองคยุนกวาน” ซึ่งเป็นโรงเรียนของบุตรหลาน (ชาย) ของขุนนางที่เตรียมตัวสอบ “ควากอ” (จอหงวน) เข้ารับราชการ จึงเหมาะมากที่ตระกูลขุนนางดั้งเดิมเมื่อ 600 ปีก่อนจะพำนักอยู่ที่นี่ต่อกันมาหลายชั่วคน

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามเกาหลี โชคดีที่หมู่บ้านนี้อยู่ระหว่าง 2 พระราชวังจึงรอดพ้นการเผาทำลายมาได้ ทว่าบ้านเกือบครึ่งถูกระเบิดลงหรือไม่ก็ผุพัง เจ้าของเดิมจึงขายทิ้งย้ายออกไปบ้าง เสียชีวิตหมดบ้านบ้าง ตระกูลขุนนางบางส่วนยังคงอาศัยอยู่ต่อ คนที่ยังรักบ้านแบบดั้งเดิมจึงซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นมาใหม่ให้งดงามเหมือนเดิมและยังคงอาศัยอยู่ทุกวันนี้ ต้องใช้ทั้งเวลาและทุนทรัพย์ไปมาก...ต่อมาเมื่อสำนักงานกรุงโซลเริ่มโครงการเมืองวัฒนธรรม จึงได้พานักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มแรกไม่กี่สิบคนเข้ามาเดินชมเมื่อราว 6 ปีก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ มีนักท่องเที่ยวมาเรื่อยๆ จนดังระเบิดไม่กี่ปีมานี้หลังจากมีละครซีรี่ส์เกาหลีไปถ่ายทำ...

ถนนหน้าบ้านแคบๆ พอรถสวนกันได้ แรกๆ มีนักท่องเที่ยวปีละ 3,000 คน ยังไม่กระไร แต่ตอนนี้มีคนมาเดินดูบ้านตนเองปีละ 300,000 คน ลองคิดดูว่าจะเป็นการรบกวนชีวิตปกติมากแค่ไหนค่ะ ทางเจ้าของบ้านซึ่งเห็นแก่หน้าตาของบ้านเมืองจึงต้องอดทน ทำป้ายขอความกรุณาหลายๆ อย่างมากค่ะ ซึ่งทำให้ทราบเลยว่าเขาเจอปัญหากันมากแค่ไหน เช่น กรุณาอย่าสูบบุหรี่ อย่าเคาะประตูบ้าน อย่าทิ้งขยะบนถนน อย่าส่งเสียงดัง บางบ้านต้องทำป้ายกรุณาพูดเบาๆ ติดอยู่หน้าบ้าน อย่าขึ้นมานั่งบนขั้นบันไดหน้าบ้าน บางช่วงมีนักเรียนอาสาสมัครมาเดินชูป้ายให้พูดเบาๆ...ดูเหมือนคนไทยจะนิยมเที่ยวจุดนี้ด้วยค่ะ เห็นบล็อกเกอร์หลายคนเขียนถึง ใครไปเที่ยวช่วยกันรักษาความสงบให้เขาด้วยนะคะ อาทิตย์ที่แล้วก็มีคนไทยไปเป็นกลุ่ม ทราบว่าเป็นคนไทยเพราะคุยภาษาไทยดังลั่นเลยค่ะ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท