posttoday
แก้ที่ตัวเอง

แก้ที่ตัวเอง

28 พฤษภาคม 2560

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ (กฟก.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ เกษตรกรไทยที่เป็นสมาชิกของ กฟก.

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ (กฟก.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ เกษตรกรไทยที่เป็นสมาชิกของ กฟก. จำนวน 512,889 ราย มีมูลหนี้รวม 8.4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือเร่งด่วน 2,500 ราย มูลหนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเป็นหนี้รายละ 6 ล้านบาท

สำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นของเกษตรกรมาจาก 3 แหล่งใหญ่ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หนี้กลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และหนี้สหกรณ์การเกษตร ซึ่งกลุ่มหลังเป็นสัดส่วนหลัก เนื่องจากการกู้เงินจากสหกรณ์ทำได้ง่ายกว่าธนาคาร ปล่อยง่าย ใช้ที่ดินค้ำประกัน วนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้เกษตรกรมีหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วทำไมหนี้ของเกษตรกรจึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางปีข้าวราคาดี ยางพาราก็ดี ทำไมหนี้จึงไม่หมด ดูอย่างล่าสุด ตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวถึง 7.7% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.75 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส ขณะที่ยอดส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น โดย 4 เดือนแรกมียอดส่งออกรวม 2,831 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.8%

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เกษตรกรไทยประสบภัยแล้งต่อเนื่องในปี 2557-2559 ทำให้ประสบปัญหาด้านผลผลิตและราคาตกต่ำ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งพักหนี้เกษตรกร ลดต้น ลดดอกเบี้ย แต่หนี้ไม่เคยบรรเทาเบาบาง ซึ่งคงต้องย้อนไปดูตั้งแต่ต้นเหตุ

ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีจำนวน 3.7 ล้านครัวเรือน เพาะปลูกพืชเป็นหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งหากจะทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จต้องยึดหลักผสมผสาน เพราะแต่ละพื้นที่ก็เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชแตกต่างชนิดกัน แต่ที่ผ่านมากลไกราคาสินค้าเกษตรผิดเพี้ยนไป ทั้งจากโครงการรับประกันราคา โครงการรับจำนำ ทำให้เกษตรกรปลูกพืชไม่หลากหลาย แห่กันไปลงทุนปลูกพืชที่ได้รับการส่งเสริม แต่ผลก็เป็นอย่างที่เห็น รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากในโครงการดังกล่าว แต่สุดท้ายไม่สามารถทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากบ่วงหนี้ได้

นอกจากนี้ เกษตรกรยังคุ้นชินกับการช่วยเหลือจากภาครัฐ รัฐต้องเข้าไปอุ้มอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาเดินขบวน รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือ พักหนี้ ลดหนี้ ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งยังคงรอการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา โดยไม่พยายามปรับตัวให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นเกษตรกรอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ที่มีรายได้สูง

รัฐบาลปัจจุบันพยายามปรับเปลี่ยน จูงใจเกษตรกรให้เปลี่ยนวิถีการทำอาชีพเกษตรแบบเดิมๆ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่ มีมาตรการจูงใจต่างๆ เช่น การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ การปลูกพืชชนิดอื่นๆ การช่วยเหลือต้นทุนการผลิต โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาก แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำแบบเดิม เช่น มีอาชีพปลูกข้าว ก็ปลูกข้าวอยู่อย่างนั้น โดยไม่ศึกษาว่าพื้นที่เหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดใด อย่างนี้เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามสร้างตลาดชุมชน ตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเวทีนี้ช่วยสร้างการเรียนรู้ความต้องการของตลาด ซึ่งหากเกษตรกรเรียนรู้และปรับตัวก็สามารถทำอาชีพเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะทำแบบเดิม ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปัจจุบันมีเกษตรกรตัวอย่าง เกษตรกรสมัยใหม่หลายรายที่ทำอาชีพเกษตรกรรมแล้วประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้องค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาช่วย ซึ่งหากเกษตรกรไทยต้องการหลุดพ้นบ่วงหนี้ก็ต้องปรับตัว และหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เปลี่ยนตัวเอง ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งในโอกาสนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี ที่นโยบายรัฐบาลก็ต้องการเปลี่ยนวิถีเกษตรแบบเดิมๆ ไปสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ หรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุนต่างๆ

ถึงตอนนี้ต้องถามตัวเองแล้วว่าพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองให้หลุดพ้นจากวังวนเดิมๆ หรือยัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท