
เงินเข้าตราสารหนี้
17วัน3.4หมื่นล้าน ดันบาทแข็งกดกำไรบจ.กลุ่มส่งออก กู้นอกได้อานิสงส์
17วัน3.4หมื่นล้าน ดันบาทแข็งกดกำไรบจ.กลุ่มส่งออก กู้นอกได้อานิสงส์
โพสต์ทูเดย์ - 17 วันเงินทะลักเข้าตลาดตราสารหนี้ 3.4 หมื่นล้าน ดันบาทแข็งผิดปกติ คาดกดกำไร บจ.กลุ่มส่งออก
กรณีเงินบาทแข็งค่าแบบผิดปกติและรวดเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ 34.05 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำสถิติสูงสุดรอบ 2 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลให้เงินที่ไหลกลับไปช่วงก่อนหน้านี้ไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาพักในตลาดตราสารหนี้
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai MBA) เปิดเผยว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น และนับจากต้นเดือน พ.ค.-26 พ.ค. 2560 หรือ
17 วันทำการ ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้แล้ว 3.46 หมื่นล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท
ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดตราสารหนี้ โดยต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทย นับจากต้นเดือน พ.ค.-26 พ.ค. จำนวน 327 ล้านบาทและหากดูจากต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเพียง 8,421.33 ล้านบาทเท่านั้น
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแบบผิดปกติ ซึ่งการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทและธุรกิจ ว่าจะมีป้องกันความเสี่ยงกันไว้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีการนำเข้า เพราะจะทำให้ต้นทุนในการนำเข้าลดลง และช่วงบาทแข็งก็จะเป็นจังหวะในการสั่งซื้อสินค้าทุนเพราะจะมีต้นทุนที่ถูกลง นอกจากนี้จะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีหนี้สินสุทธิในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เพราะจะทำให้มีกำไรเกิดขึ้นจากหนี้ที่ลดลง
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า จากการเข้าขอข้อมูลบริษัท เอสวีไอ (SVI) ล่าสุดบริษัทคาดว่าปีนี้บริษัทจะมียอดขาย 380 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2561 จากคำสั่งซื้อของลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแต่ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ หรือจะทำได้เพียง 347ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เพราะจะมีความเสี่ยงจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นภัยธรรมชาติ และลูกค้าหันไปสั่งสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่น รวมถึงการปิดซ่อมโรงงานโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2560 ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกผลสำรวจซีอีโอของ บจ.เกี่ยวกับเศรษฐกิจครึ่งปีแรกของปี 2560 ซึ่งในประเด็นความเสี่ยงในการทำธุรกิจนั้น ในเรื่องของค่าเงินบาทจะอยู่ในอันดับ 5 โดยความเสี่ยงอันดับ 1 คือเศรษฐกิจโลก อันดับ 2 คือกำลังซื้อในประเทศ อันดับ 3 คือหนี้ครัวเรือน อันดับ 4คือการเมือง
นอกจากนี้ ผลการสำรวจพบว่า บจ.มีการใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุดคือ Forward & Options Contract รองลงมาคือ การบริหารรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) การเปิดบัญชีสกุลเงินตราต่างประเทศ และการใช้เงินตราต่างประเทศอื่น นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐและ USD Futures
ทั้งนี้ หากดูจากงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน สำหรับปี 2557-2559 มีบริษัทจดทะเบียนที่บันทึกรายการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 265 บริษัท ซึ่งในช่วง 3 ปีดังกล่าว พบว่าโดยภาพรวมบริษัทจดทะเบียนมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 มีกำไร 2.85 ล้านบาท ในปี2558 และ 4.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 ตามลำดับ และแม้ปี 2559 โดยภาพรวม บจ.จะมีกำไร แต่มี บจ.ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 52 บริษัท รวมมูลค่าขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,713 ล้านบาท







