posttoday
เงินเข้าตราสารหนี้

เงินเข้าตราสารหนี้

28 พฤษภาคม 2560

17วัน3.4หมื่นล้าน ดันบาทแข็งกดกำไรบจ.กลุ่มส่งออก กู้นอกได้อานิสงส์

17วัน3.4หมื่นล้าน ดันบาทแข็งกดกำไรบจ.กลุ่มส่งออก กู้นอกได้อานิสงส์

โพสต์ทูเดย์ - 17 วันเงินทะลักเข้าตลาดตราสารหนี้ 3.4 หมื่นล้าน ดันบาทแข็งผิดปกติ คาดกดกำไร บจ.กลุ่มส่งออก

กรณีเงินบาทแข็งค่าแบบผิดปกติและรวดเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ 34.05 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำสถิติสูงสุดรอบ 2 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลให้เงินที่ไหลกลับไปช่วงก่อนหน้านี้ไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาพักในตลาดตราสารหนี้

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai MBA) เปิดเผยว่า เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น และนับจากต้นเดือน พ.ค.-26 พ.ค. 2560 หรือ
17 วันทำการ ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้แล้ว 3.46 หมื่นล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดตราสารหนี้ โดยต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทย นับจากต้นเดือน พ.ค.-26 พ.ค. จำนวน 327 ล้านบาทและหากดูจากต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเพียง 8,421.33 ล้านบาทเท่านั้น

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแบบผิดปกติ ซึ่งการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทและธุรกิจ ว่าจะมีป้องกันความเสี่ยงกันไว้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามจะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีการนำเข้า เพราะจะทำให้ต้นทุนในการนำเข้าลดลง และช่วงบาทแข็งก็จะเป็นจังหวะในการสั่งซื้อสินค้าทุนเพราะจะมีต้นทุนที่ถูกลง นอกจากนี้จะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีหนี้สินสุทธิในรูปเงินเหรียญสหรัฐ เพราะจะทำให้มีกำไรเกิดขึ้นจากหนี้ที่ลดลง

เงินเข้าตราสารหนี้ พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า จากการเข้าขอข้อมูลบริษัท เอสวีไอ (SVI) ล่าสุดบริษัทคาดว่าปีนี้บริษัทจะมียอดขาย 380 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2561 จากคำสั่งซื้อของลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแต่ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ หรือจะทำได้เพียง 347ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เพราะจะมีความเสี่ยงจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นภัยธรรมชาติ และลูกค้าหันไปสั่งสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่น รวมถึงการปิดซ่อมโรงงานโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2560 ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ออกผลสำรวจซีอีโอของ บจ.เกี่ยวกับเศรษฐกิจครึ่งปีแรกของปี 2560 ซึ่งในประเด็นความเสี่ยงในการทำธุรกิจนั้น ในเรื่องของค่าเงินบาทจะอยู่ในอันดับ 5 โดยความเสี่ยงอันดับ 1 คือเศรษฐกิจโลก อันดับ 2 คือกำลังซื้อในประเทศ อันดับ 3 คือหนี้ครัวเรือน อันดับ 4คือการเมือง

นอกจากนี้ ผลการสำรวจพบว่า บจ.มีการใช้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุดคือ Forward & Options Contract  รองลงมาคือ การบริหารรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) การเปิดบัญชีสกุลเงินตราต่างประเทศ และการใช้เงินตราต่างประเทศอื่น นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐและ USD Futures

ทั้งนี้ หากดูจากงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน สำหรับปี 2557-2559 มีบริษัทจดทะเบียนที่บันทึกรายการกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 265 บริษัท ซึ่งในช่วง 3 ปีดังกล่าว พบว่าโดยภาพรวมบริษัทจดทะเบียนมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 5.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 มีกำไร 2.85 ล้านบาท ในปี2558 และ 4.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 ตามลำดับ และแม้ปี 2559 โดยภาพรวม บจ.จะมีกำไร แต่มี บจ.ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 52 บริษัท รวมมูลค่าขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,713 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์