
เที่ยวอย่างมีสาระ
โดย...แบงก์กลิ้ง
โดย...แบงก์กลิ้ง
การท่องเที่ยวเป็นดัชนีหลักในการคำนวณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) มาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งจะไปปรากฏอยู่ในดุลบริการ ปีไหนที่การท่องเที่ยวดี แต่เศรษฐกิจด้านอื่นไม่ดี ก็ยังสามารถที่จะพยุงให้ภาพรวมเศรษฐกิจพอไปไหว
ผู้เขียนเพิ่งกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ไปทำงานกึ่งท่องเที่ยวกับธนาคารออมสิน และได้มีโอกาสไปเยือนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส ที่ต้องไปเยือนสถานทูตนั้นก็เพราะจะไปชมเปียโนประวัติศาสตร์ ที่สมเด็จพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงเช่าให้ในหลวงทั้งสองรัชกาล หัดเล่นดนตรีครั้งแรกเมื่อยังทรงพระเยาว์
ที่มาของเปียโนหลังนี้ไม่ธรรมดา ทางสถานทูตไทยได้รับมอบมาจากครอบครัว ลอเรนต์ (Laurent) เป็นเปียโนยี่ห้อ Carl Hardt, Stutgart ครอบครัวนี้เปิดร้านขายเครื่องดนตรีและได้เลิกกิจการจึงเตรียมที่จะขายทอดตลาดเครื่องดนตรีทั้งหมด แต่ได้บังเอิญสำรวจพบว่าเปียโนหลังนี้มีข้อความเป็นภาษาฝรั่งเศสเขียนไว้ที่ด้านในระบุว่า “เปียโนหลังนี้อยู่ในถิ่นพำนักของกษัตริย์แห่งสยาม ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๔๗๗ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๔๗๘” จึงติดต่อมาที่สถานทูตไทยว่า พร้อมจะรับเปียโนไว้ครอบครองหรือไม่ มิฉะนั้นจะนำไปขายทอดตลาด ซึ่งสถานทูตไทยได้รับมอบมาเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2540 และก็คงเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน
ท่านทูต กิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า มีคนไทยจำนวนมากติดต่อมาที่สถานทูตเพื่อจะมาขอชมเปียโนหลังนี้หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ยิ่งมีคนไทยจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางหลั่งไหลเข้ามาขอชมเปียโนจนสถานทูตเห็นว่า หากได้นำส่งเปียโนหลังนี้ไปไว้ในประเทศไทยจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นสมบัติของชาติและทำให้คนไทยที่ไม่มีโอกาส ไม่มีทรัพย์เพียงพอที่จะเดินทางมาต่างประเทศ สามารถที่จะได้ชื่นชมเปียโนประวัติศาสตร์นี้ได้เช่นกัน
ท่านทูตเลยได้ทำเรื่องส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เสนอให้นำเปียโนกลับไปจัดแสดงที่ประเทศไทย นอกจากจะให้คนไทยทุกระดับชั้นสามารถชื่นชมได้แล้ว ยังจะช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มในประเทศไทยอีกด้วย และการบำรุงรักษาอาจจะดีกว่าอยู่ที่สถานทูต ซึ่งผู้เขียนได้เห็นร่องรอยไม้พองตัว หรือรอยถลอกบนตัวเปียโนหลายจุด หากไม่มีการบำรุงรักษาก็มีโอกาสที่จะชำรุดผุกร่อนมากยิ่งขึ้นได้
จำนวนคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวในสวิตเซอร์แลนด์ได้เพิ่มขึ้นมากจริงๆ มีทั้งท่องเที่ยวธรรมดา และทัวร์ตามรอยพระบาทฯ ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือแม่เล่าให้ฟัง และเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ คนไทยจะไปดูสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 อาทิ แฟลตที่ถนนทิสโซต์ (Tissot) ซึ่งเป็นแฟลตแห่งแรกที่ครอบครัวมหิดลเสด็จฯ ไปประทับเมื่อแรกไปถึง โรงเรียนมัธยมเอกอล นูเวล เดอ ลา ซืออีส โรมองต์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) ทะเลสาบเลอมอง ฯลฯ
แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ทัวร์ตามรอยพระบาทฯ ยังเป็นทัวร์ที่คนไทยยังนิยมอยู่เสมอ ทำให้คนไทยจากทัวร์ทุกแห่งแห่แหนเข้าไปในสวิตเซอร์แลนด์ และดูเหมือนชาวโลซานจะรู้ดีถึงการเป็นเมืองประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของสยามประเทศ ชาวโลซานจึงน่ารักและเป็นกันเองกับคนไทยมากๆ
และด้วยความที่มีคนไทยเข้าไปท่องเที่ยวในสวิตเซอร์แลนด์มากนี่เอง ทำให้ร้านค้าตามเมืองท่องเที่ยวต้องจัดพนักงานคนไทยไว้เตรียมรับมือทัวร์ไทยที่เป็นนักช็อปปิ้งไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนไทยที่ใช้เวลาว่างจากเวลาเรียนมาทำงานพิเศษ ส่วนในร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบินซูริกเองก็มีคนไทยเป็นพนักงานอยู่ 2-3 คนเช่นกัน
ไม่ใช่แต่คนไทยจะไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มากเท่านั้น คนสวิตเซอร์แลนด์เองก็สนใจมาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมากเช่นกัน การท่องเที่ยวไร้พรมแดนนี้ทำให้เงินทองจากสองชาติไหลเวียนมาเป็นดุลบริการ การท่องเที่ยวจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้กับทั้งสองประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นที่ทั้งสองชาตินี้จะต้องดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ดี โดยเฉพาะคนไทยนอกจากจะแห่ไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว ถ้าจะให้เศรษฐกิจดีจะเปลี่ยนมาเป็นไทยเที่ยวไทยบ้างก็จะดีมาก







