
คืนดีโลกมุสลิม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ฤกษ์เดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ในตำแหน่งมานานเกือบ 5 เดือน ถือเป็นการเริ่มต้นช้ากว่าผู้นำคนไหนๆ แต่ถึงช้าก็ดีกว่าไม่มา และยังเป็นการเยือนที่ได้น้ำได้เนื้อครั้งใหญ่ เมื่อสามารถทำข้อตกลงบิ๊กล็อตระยะ 10 ปี กับซาอุดิอาระเบียได้ถึง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุที่ทรัมป์เลือกไปเยือนซาอุฯ ก่อนใครเพื่อนเป็นชาติแรก ก็เพราะ “ผลประโยชน์มหาศาล” ทั้งที่นับเป็นตัวเงินได้และไม่อาจประเมินมูลค่าได้
การเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นกับซาอุฯ ซึ่งเป็นผู้นำในอ่าวอาหรับและโลกมุสลิมสุหนี่ ถือเป็นยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ไม่อาจประเมินราคาได้ ส่วนในเชิงเม็ดเงินนั้น ซาอุฯ ถือเป็นลูกค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของสหรัฐมาโดยตลอด เฉพาะปีที่แล้วขนาดที่ว่าความสัมพันธ์มึนตึงกันในยุคของ บารัก โอบามา อเมริกาก็ยังไฟเขียวขายอาวุธให้ไปถึง 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่เม็ดเงินอีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือน้ำมัน สหรัฐกับซาอุฯ ยกระดับความสัมพันธ์กันเต็มขั้นตั้งแต่สมัย แฟรงคลิน รูสท์เวลท์ ในปี 1931 ภายใต้หลักการสำคัญคือ “น้ำมันแลกความมั่นคง” จนกระทั่งเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่สมัย จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่ไม่ฟังคำแนะนำของซาอุฯ และบุกอิรัก
ทว่า สมัยของโอบามานั้นถือว่าสั่นคลอนยิ่งกว่า เพราะดันไปจับมือพูดดีกับ “อิหร่าน” ที่ถือเป็นศัตรู แถมสภาคองเกรสยังผ่านร่างกฎหมาย 9/11 ที่เปิดช่องให้ฟ้องประเทศต้นทางก่อการร้ายได้ แม้ว่าที่สุดแล้วโอบามาจะวีโต้ร่างกฎหมายนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนหนัก จนซาอุฯ เริ่มหันไปคุยอย่างออกหน้ากับคู่แข่งของสหรัฐอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น
ครั้งนี้จึงถือเป็นงานสำคัญของทรัมป์ที่นอกจากจะต้องคืนดีกับซาอุฯ แล้ว ก็ยังต้องถือโอกาสฟื้นสัมพันธ์กับโลกมุสลิมใหม่อีกด้วยหลังจากที่ย่ำแย่ลงเนื่องจากทรัมป์วาดภาพมุสลิมเป็นอีกหนึ่งศัตรูสมมติในระหว่างหาเสียง และยังออกนโยบายที่ไม่เป็นมิตร เช่น กฎห้ามการเดินทางจาก 6 ประเทศ
ในระหว่างการเยือนครั้งนี้เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ได้พูดกระทบถึงอิหร่านที่เพิ่งเลือกตั้งเสร็จไปว่า อยากให้ประชาชนอิหร่านมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้มากกว่านี้ และขอให้เลิกสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ แต่เมื่อนักข่าวถามถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในซาอุฯ รมต.ต่างประเทศสหรัฐกลับไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนตรงไปตรงมาดีตรงกับที่เจ้าตัวเคยพูดก่อนหน้านี้ จะยังรักษาค่านิยมพื้นฐานของอเมริกาเอาไว้ แต่จะไม่เอาไปใช้ต่อรองกับประเทศอื่น (เหมือนที่ผ่านมา) เช่นเดียวกับทรัมป์ที่พูดเอาไว้ตอนหนึ่งว่า ไม่ได้มาที่นี่เพื่อสอนคนประเทศอื่น ดังนั้น การคืนดีกับโลกมุสลิมในยุคของทรัมป์ที่เปลี่ยนท่าทีได้เสมอ จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนักเช่นกัน







