
11 ชาติฟื้นชีพ‘ทีพีพี’ ขาดสหรัฐเสียประโยชน์อื้อ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เข้าสาบานตนรับตำแหน่งได้เพียง 3 วัน ก็ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) หรือข้อตกลงการค้าเสรีพหุภาคียกภูมิภาคครอบคลุม 12 ชาติ และทำให้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์กันไปว่าทีพีพีได้ “ตาย” ไปแล้ว
ทว่า หลายชาติที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากก็ยังคงไม่ยอมแพ้ สมาชิกอีก 11 ชาติที่เหลือ ประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา บรูไน ชิลี เม็กซิโก เปรู สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ตกลงกันที่จะเดินหน้าทีพีพีต่อโดยปราศจากสหรัฐ โดยตกลงที่จะเตรียมงานในรายละเอียดต่างๆ ให้ทันกำหนดการประชุมเอเปกครั้งหน้าในเดือน พ.ย. เพื่อให้ทีพีพีมีผลเร็วที่สุด
ประเด็นแรกที่จะต้องกำจัดออกไปเพื่อชุบชีวิตทีพีพีขึ้นมาใหม่ จำเป็นต้องนำข้อกำหนดในบทที่ 30.5 ของข้อตกลงดังกล่าวออกเสียก่อน เนื่องจากเป็นตัวบทที่กำหนดให้ทีพีพีจะมีผลก็ต่อเมื่อชาติสมาชิกให้สัตยาบันคิดเป็น 85% ของขนาดเศรษฐกิจรวมกันทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ส่งผลให้ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นต้องลงนามในข้อตกลงดังกล่าวพร้อมด้วยอีก 4 ชาติใดก็ได้เท่านั้น ถึงจะมีผล
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่สงสัยว่าทีพีพีใหม่ 11 ชาติซึ่งมีชื่อเล่นว่า “ทีพีพี-11” จะสามารถไปได้ไกลแค่ไหน ในเมื่อหลายชาติเข้าร่วมทีพีพีเพราะต้องการที่จะเข้าถึงตลาดสหรัฐ
ความสงสัยดังกล่าวสังเกตได้จากการที่ทั้ง 11 ชาติยังคงตกลงกันที่จะเหลือทางให้สหรัฐได้กลับมา โดยเฉพาะชาติเล็กๆ อย่างมาเลเซียและเวียดนาม ขณะที่ชาติใหญ่อย่างญี่ปุ่นเองก็ต้องการให้สหรัฐยังคงอยู่ต่อไปในทีพีพีเพื่อช่วยคานอำนาจกับจีนที่แผ่อิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย
เดโบราห์ เอลมส์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การค้าเอเชีย กลุ่มที่ปรึกษาด้านการค้าในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า 11 ชาติที่เหลือจะยังคงได้ประโยชน์จากทีพีพีแม้จะปราศจากสหรัฐ เช่น เวียดนามที่ต้องการส่งออกสิ่งทอไปยังสหรัฐ ยังคงสามารถเข้าถึงตลาดออสเตรเลียได้ ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียต้องภาษีนำเข้าชุดว่ายน้ำเอาไว้ที่ 9.5%
ออสเตรเลียเป็นตลาดสำคัญของชุดว่ายน้ำ เนื่องจากเป็นประเทศที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลสวยงาม และยังเป็นโอกาสใหญ่สำหรับเวียดนาม นอกจากนี้ เอลมส์ ระบุว่า การที่สหรัฐถอนตัวออกไปแล้ว อาจทำให้มีการตัดข้อตกลงบางประการที่สหรัฐเป็นผู้เรียกร้อง ซึ่งสร้างความยุ่งยากให้กับประเทศสมาชิกกำลังพัฒนา เช่น ข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยาหรือข้อกำหนดด้านมาตรฐานแรงงาน
ขณะเดียวกัน แดน คิวเรียค อดีตรองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกรมกิจการและการค้าระหว่างประเทศของแคนาดา เปิดเผยว่า เมื่อสหรัฐไม่อยู่เป็นคู่แข่งแล้ว สินค้าจากทวีปอเมริกาซึ่งรวมถึงแคนาดา เปรู ชิลี จะได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าไปยังคู่ค้าเอเชียได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ คิวเรียค พบว่าทีพีพีโดยปราศจากสหรัฐจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างภูมิภาคได้ 2.43% เป็นเงิน 1.61 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.63 แสนล้านบาท) หากมีผลบังคับใช้ในปี 2017 ลดลงจากทีพีพี-12 ที่มากกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) โดยเวียดนามจะสูญเสียโอกาสที่การส่งออกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด เนื่องจากสหรัฐยังคงเป็นตลาดใหญ่สำหรับการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
จึงไม่แปลกที่จะเกิดความกังวลในหมู่สมาชิกเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่า เช่น เวียดนามและมาเลเซีย โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสมาเลเซียกังวลว่า หากสหรัฐไม่อยู่แล้วจะทำให้ประเทศเล็กๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์จากทีพีพี-11 ได้อย่างเต็มที่ และประเทศเหล่านี้ต่างมีจุดยืนแตกต่างกับญี่ปุ่น
สำหรับญี่ปุ่นแล้วการผลักดันทีพีพีมีความสำคัญอย่างมากต่อการคานอำนาจจีน โดย เซอิจิ มาเอฮาระ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ทรัมป์ควรพิจารณาที่จะกลับเข้าร่วมทีพีพีใหม่เนื่องจากหากทีพีพีล้มเหลวจะกลายเป็นการเปิดทางให้จีน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกทีพีพีได้เพิ่มอำนาจภายในภูมิภาคผ่านโครงการหลายอย่าง และเป็นผู้กำหนดชะตาการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
โครงการหลายอย่างที่จีนกำลังใช้เพื่อเพิ่มอำนาจในภูมิภาค อาทิ การจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) โครงการเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ “1 แถบ 1 เส้นทาง” และยังประกอบไปด้วยการเป็น 1 ใน 6 ชาติสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) นอกเหนือจากประเทศอาเซียนทั้ง 10 ชาติ ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะขึ้นมาแทนทีพีพี หรือรวมกับทีพีพี-11
หากปราศจากสหรัฐแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่ญี่ปุ่นจะพาพันธมิตรในภูมิภาคไปคานอำนาจกับจีนได้เทียบเท่ากับยามเป็นทีพีพี-12
ทรัมป์ยืนยันชัดเจนที่จะไม่กลับไปเจรจาในรูปแบบพหุภาคี และมุ่งจะเจรจาในแบบทวิภาคีแทน โดยเกียวโด รายงานว่าการเดินหน้าผลักดันทีพีพี-11 ให้เกิดผลโดยเร็วไปสร้างความกังวลให้กับแคนาดาและเม็กซิโก สมาชิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา)ที่ไม่ต้องการยั่วยุสหรัฐ หลังทรัมป์เตรียมที่จะเจรจาข้อตกลงนาฟตาใหม่
“ทีพีพี-11 สามารถตัดสินใจด้วยตัวของพวกเขาเอง และสหรัฐก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่อำนาจอธิปไตยของแต่ละชาติสามารถทำได้” โรเบิร์ต ไลไทเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวหลังยืนยันสหรัฐจะไม่กลับเข้าไปร่วมทีพีพีอีก และจะยังคงกระชับความสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคี
ทีพีพี-11 จึงยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในอนาคต และต่อให้สามารถ “คืนชีพ” ขึ้นมาได้ ก็ไม่สามารถเทียบเท่าได้กับ “ทีพีพี-12” ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง







