
ปิดกั้น 4.0
เช้าวันหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนแชร์ลิงค์ข่าวน่าสนใจจากเว็บสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่าน 2-3 ข่าวในเฟซบุ๊ก
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
เช้าวันหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเพื่อนแชร์ลิงค์ข่าวน่าสนใจจากเว็บสำนักข่าวต่างประเทศมาให้อ่าน 2-3 ข่าวในเฟซบุ๊ก
ข่าวแรกเป็นข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงวิทยาศาสตร์ อีกสองข่าวเป็นข่าวเทรนด์ใหม่ๆ ของผู้คนที่เกิดขึ้นในสังคมต่างประเทศ
เห็นหัวข้อข่าวแล้วรู้สึกสนใจ ผมจึงไม่รีรอที่จะคลิกเข้าไปอ่าน ไม่เกิน 2 วินาที หน้าเว็บก็โหลดขึ้นมาให้เห็น
แต่แทนที่จะเป็นเนื้อหาข่าวในเว็บนั้น ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพของโลโก้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมข้อความตัวเป้งว่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาและข้อมูลที่ไม่เหมาะสมถูกระงับโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เมื่อไปลองไล่ดูลิงค์ที่เพื่อนส่งมาก็พบว่ามันเป็นลิงค์ของสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ที่ถูกหน่วยงานรัฐของไทยบล็อกไม่ให้เข้าถึงมาพักใหญ่แล้ว
บอกตรงๆ ว่าทุกครั้งที่เจอเนื้อหาที่น่าสนใจในเว็บสำนักข่าวต่างประเทศและเนื้อหานั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อคลิกเข้าไปดูแล้วกลับพบกับโลโก้กระทรวงของไทยและข้อความว่าเว็บไซต์นี้ได้ถูกปิดกั้นนั้น ผมมักมีความรู้สึก 3 ประการผสมกัน
หงุดหงิด ขำ และเศร้า
หงุดหงิด ที่รัฐใช้วิธีปิดหูปิดตาคนแบบเหมารวมเพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่รัฐไม่ต้องการให้เห็น โดยไม่มีการแยกแยะว่า ข้อมูลไหนควรปิด และข้อมูลไหนไม่ควรปิด ข้อมูลไหนมีผลกระทบกับประเทศ และข้อมูลไหนไม่มีผลกระทบกับประเทศ ข้อมูลไหนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโลกทัศน์ผู้คนให้กว้างขวาง และข้อมูลไหนไม่เป็นประโยชน์
การเลือกใช้วิธีปิดแบบเหมารวมของรัฐ ทำให้ผมนึกถึงการสอนเรื่องเพศศึกษาของผู้ใหญ่ที่มักเอาแต่บอกเด็กว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะรู้ หรือไม่ก็บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดี และปฏิเสธที่จะพูดถึง จนเด็กต้องไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จนหลายคนก็ได้รับผลลัพธ์ด้วยการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
ขำ กับการใช้วิธีปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ในยุคที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้เชื่อมโยงโลกทั้งใบเอาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาจากพลังแห่งเครือข่ายข้อมูล
ไม่ว่าจะปิดกั้นอย่างไรสุดท้ายแล้วผู้คนก็มีเครื่องมือที่จะทำให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ในชั่วพริบตา เพียงแค่คลิกไม่กี่ครั้งบนกูเกิลเพื่อหาเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น
นี่ยังไม่นับว่าข้อมูลเดียวกันกับในเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นนั้น ได้ถูกเผยแพร่ไปในอีกหลายแพลตฟอร์มทั้งโซเชียลมีเดีย หรือเว็บไซต์อื่นๆ ที่ผู้คนเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
กูเกิลเคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า เว็บไซต์สำนักข่าวของสหรัฐในยุคนี้เผยแพร่คอนเทนต์เดียวกันออกไปในแพลตฟอร์มต่างๆ ถึงกว่า 20 แพลตฟอร์มเพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มอะไรก็ตาม
เศร้า กับวิธีปิดกั้นแบบเหมารวมที่สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางอินเทอร์เน็ตให้กับผู้คน แถมยังสะท้อนให้เห็นว่า รัฐมองผู้คนในสังคมว่าขาดภูมิคุ้มกัน ขาดวิจารณญาณในการเสพข้อมูลอย่างยิ่งยวด จึงเลือกใช้วิธีแบบกำปั้นทุบดิน ด้วยการปิดกั้นไม่ให้เข้าถึง
ผมไม่ปฏิเสธว่า ในโลกออนไลน์นั้นมีข้อมูลที่ไม่เหมาะสม แต่การแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนคือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางอินเทอร์เน็ตที่แข็งแรงให้ผู้คน ไม่หลงเชื่อข้อมูลเลื่อนลอยที่ถูกเผยแพร่ได้ง่ายๆ
ผมว่าการที่ข่าวลือลอยๆ ที่ถูกผู้คนแห่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียจนทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องออกมาแถลงข่าวแก้ไขแบบรายวันนั้น สะท้อนถึงความล้มเหลวในการสร้างภูมิคุ้มกันทางอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้คนได้เป็นอย่างดี
หากรัฐบาลประกาศจะพาประเทศก้าวไปสู่ยุค 4.0 แต่ยังใช้วิธีการรับมือกับข้อมูลที่ถาโถมบนโลกออนไลน์แบบเวอร์ชั่น 1 อยู่ล่ะก็ ในอนาคตเราก็คงได้ยินคำว่าประเทศไทย4.0 ที่ยังคงเป็นเพียงคำพูดจากผู้กำหนดนโยบาย แต่ไม่ใช่ผู้คน และสังคมแบบ 4.0 อย่างแท้จริง







