posttoday
แก้รั่วไหล

แก้รั่วไหล

21 พฤษภาคม 2560

โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทิ้งภาระความเสียหายไว้ให้กับฐานะการคลังของประเทศจำนวนมหาศาล

โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทิ้งภาระความเสียหายไว้ให้กับฐานะการคลังของประเทศจำนวนมหาศาล และอยู่ในกระบวนการฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ 1.15 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีสต๊อกข้าวที่รับจำนำเข้ามาทุกเมล็ดที่เป็นภาระของรัฐบาลยุคต่อๆ มาที่จะต้องระบายออกไป เพื่อให้มีรายได้กลับมาลดทอนความเสียหายลดผลขาดทุนลง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลมีปริมาณ 17.76 ล้านตัน ดำเนินการระบายข้าวออกจากสต๊อกแล้ว 12.72 ล้านตัน แบ่งเป็น การขายภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลชุดปัจจุบันปริมาณ 11.73 ล้านตัน มูลค่า 1.11 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 9.9 แสนตัน เป็นการอนุมัติขายโดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา โดยคาดว่าสิ้นปี 2560 จะสามารถระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลที่รับมอบมาได้ทั้งหมด

สำหรับข้าวในสต๊อกที่เหลืออยู่นั้น ขณะนี้มี 5.04 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวปริมาณ 1.04 ล้านตัน ที่คุณภาพเสื่อมผิดชนิด ผิดมาตรฐาน และเก็บนานเกิน 5 ปี ต้องเปิดระบายในกลุ่มที่ไม่ใช่ทั้งคนและสัตว์บริโภค หรือเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งได้เปิดประมูลขายแล้ว 1 ล้านตัน หากอนุมัติขายออกไปได้หมดก็จะเหลือข้าวอีกประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่สามารถบริโภคได้ตามปกติ ประมาณ 1.72 ล้านตัน และที่เหลือเป็นข้าวคุณภาพแย่ คนกินไม่ได้ แต่สามารถขายเพื่อเอาไปเลี้ยงสัตว์หรือแปรรูปอาหารสัตว์

ทั้งนี้ การระบายข้าวที่ผ่านมา ทุกคนรับรู้กันอยู่ว่าจะเกิดผลขาดทุนขึ้น เพราะมีการรับจำนำมาในราคาสูงมาก ประกอบกับการเก็บไว้ในสต๊อกมานานทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ข้าวที่ คสช.อนุมัติขายออกไป 11.73 ล้านตัน มูลค่า 1.11 แสนล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ยตันละ 1.1 หมื่นบาท เทียบกับต้นทุนรับจำนำเฉลี่ยที่ 1.5 หมื่นบาท/ตัน หรือต้นทุนข้าวสาร 2.4 หมื่นบาท/ตัน เท่ากับขาดทุนแล้วตันละ 1.3 หมื่นบาท หากรวมปริมาณข้าว 11.73 ล้านตัน เท่ากับขาดทุน 1.5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจัดประมูลขายข้าวในสต๊อกอย่างโปร่งใส และได้ปิดช่องโหว่ต่างๆ อย่างเต็มที่ สภาพการขาดทุนดังกล่าวก็เป็นที่ยอมรับได้ แต่เนื่องจากมีการร้องเรียนจากเอกชนบางส่วนในส่วนของการประมูลขายข้าวในสต๊อกที่เป็นข้าวเข้าสุ่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ว่า มีการถือโอกาสนำข้าวในกลุ่มที่ไม่ได้เสื่อมคุณภาพ คนสามารถบริโภคได้ มารวมอยู่ด้วย ทำให้เอกชนที่ประมูลได้ได้ข้าวในราคาถูกมากเฉลี่ยตันละไม่ถึง 5,000 บาทเท่านั้น สามารถนำในส่วนดังกล่าวไปเวียนขายในตลาดสร้างกำไรได้

ขณะที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ผู้รับผิดชอบการประมูล แม้จะเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบเพิ่มขึ้น แต่กระบวนการก็ยังเป็นการสุ่มตรวจ และยังไม่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงออกมาว่า มีการนำข้าวที่คนบริโภคได้ปกติผสมร่วมกับการประมูลจริงหรือไม่ อย่างไร

ต้องไม่ลืมว่า ในรัฐบาลยุคที่ผ่านมา กระบวนการขายข้าวในสต๊อกก็เคยเกิดปัญหาเรื่องการระบายขายข้าวออกไปในราคาถูก โดยอ้างว่าเป็นการขายให้ต่างประเทศด้วยระบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี แต่สุดท้ายพบหลักฐานว่า ข้าวดังกล่าวไม่ได้มีการส่งออกจริง แต่ถูกเวียนกลับมาขายในประเทศสร้างกำไรจำนวนมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า โครงการรับจำนำข้าวได้ก่อภาระการคลังจำนวนมหาศาล และคนไทยผู้เสียภาษีต้องรับภาระชำระหนี้ที่เกิดจากความเสียหายดังกล่าวที่คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 ปีจึงจะชำระหมด หากการฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้การอุดช่องโหว่ ช่องรั่วไหล ในการขายข้าวรับจำนำเพื่อให้ได้ราคาที่สมเหตุสมผล ย่อมจะช่วยลดปัญหาขาดทุนและภาระของผู้เสียภาษีได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท