
บอร์ดบีโอไอให้จ้างต่างด้าวได้10%
บอร์ดบีโอไออนุมัติจ้างแรงงานต่างด้าวได้ 10% ลดลงจากที่เสนอ 15% แจงนักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นไทย ชี้ 97 บริษัท เล็งปี 2554 ลงทุนอีก 1.3 แสนล้าน
บอร์ดบีโอไออนุมัติจ้างแรงงานต่างด้าวได้ 10% ลดลงจากที่เสนอ 15% แจงนักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นไทย ชี้ 97 บริษัท เล็งปี 2554 ลงทุนอีก 1.3 แสนล้าน
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติการใช้แรงงานต่างด้าว ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว เฉพาะในส่วนขยายการลงทุน แต่จะต้องเป็นบริษัทที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครบหมดแล้ว และมีการลงทุนในประเทศไทยมานานเกิน 20 ปี วงเงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 10% ของแรงงานที่จ้างใหม่ทั้งหมด ซึ่งปรับลดจากที่คณะอนุกรรมการบีโอไอเคยเสนอสัดส่วน 15%
นอกจากนี้ ได้รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ประจำปี 2553 ที่เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งบริษัทที่ได้รับและไม่ได้รับส่งเสริมการลงทุนช่วงเดือน ก.พ.ก.ค. 2553 จำนวน 686 บริษัท ให้ที่ประชุมทราบว่า นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทย มีระดับความเชื่อมั่นในทุกๆ ด้านสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการอยู่ที่ 71.9% ปรับเพิ่มขึ้นจากดัชนีความเชื่อมั่นปี 2552 มีเพียง 41.5%
ทั้งนี้ นักลงทุนกว่า 50% วางแผนรักษาระดับการลงทุนในประเทศไทยช่วงปี 2553-2554 ต่อไป และมองว่าในปี 2554 จะดีขึ้น ในขณะที่นักลงทุน 45.1% มีแผนขยายกิจการในประเทศไทยเพิ่มในปี 2554 อีก 97 บริษัท จะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเชื่อมั่นต่อสิทธิและประโยชน์ของการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ ของภาครัฐ มั่นใจต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย มีอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังรายงานผลสำรวจภาวะการจ้างงาน การผลิต และการจำหน่าย ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และมีมูลค่าเงินลงทุนของทุกโครงการรวมกันตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวม 400 บริษัท พบว่า บริษัทต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรม จ้างงานเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตสากรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่มีบริษัทวางแผนจะขยายการลงทุนในปี 2554 จำนวน 97 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.31 แสนล้านบาท กระจายในทุกอุตสาหกรรม
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับ 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และจีน นักลงทุนมองว่าไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในรูปแบบของระบบขนส่ง สาธารณูปโภค บริการสื่อสาร และการจัดการด้าน โลจิสติกส์ ดีกว่าในทุกๆด้าน
“ช่วงเวลาการสำรวจเกิดขึ้นก่อนและหลังเหตุชุมนุมทางการเมือง ดังนั้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เกิดขึ้นนั้น จึงแสดงให้เห็นได้ว่าแม้ไทยจะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง แต่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างชาติได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอจากนักลงทุนบางส่วนต้องการให้ปรับปรุงการบริหารระบบราชการและยกเลิกขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้เกิดความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะได้นำไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขต่อไป” นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับภาวะการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค. 2553) มีทั้งสิ้น 949 โครงการ เงินลงทุนรวม 2.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุน โดยกิจการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทน ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นนายชัยวุฒิ ว่า นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอ ยังเห็นชอบ ให้เปิดส่งเสริมกิจการเขตดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนพัฒนาพื้นที่สำหรับกิจการในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ได้มาตรฐานระดับสูง เช่น เป็นศูนย์กลางรองรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เครื่องประมวลผลขนาดใหญ่ เครื่องบันทึกข้อมูล เครือข่ายสัญญาณ อุปกรณ์เครือข่าย รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ รวมทั้งการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการคัดคุณภาพ บรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยหากเป็นการขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการคัดคุณภาพข้าวครบวงจร ให้รวมถึงโครงการที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการ อบพืช ไซโล และกระบวนการสีข้าวได้ เพื่อให้สามารถดำเนินการอย่างครบวงจรมากขึ้น รวมถึงสามารถควบคุมคุณภาพข้าว และตรวจสอบย้อนกลับ ส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวของประเทศ
ขณะเดียวกันได้อนุมัติ 12 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2.02 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงานทดแทน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าก๊าชธรรมชาติ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ มีจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.34 หมื่น ล้านบาท







