posttoday
เจาะลึกการค้าสองฝั่ง  ชิงกำลังรุ่นใหม่เมียนมา

เจาะลึกการค้าสองฝั่ง ชิงกำลังรุ่นใหม่เมียนมา

20 พฤษภาคม 2560

ในงานสัมมนา CLMVT ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกแห่งอนาคต “เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก-เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี เมียนมา”

ในงานสัมมนา CLMVT ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกแห่งอนาคต “เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก-เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี เมียนมา” จัดโดย บริษัท บางกอก โพสต์ และบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (เอพีเอ็ม) โดยมีเอกชนผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ทั้งจากฝั่งไทยและเมียนมาร่วมแชร์ข้อมูลทางเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในตลาดสองชาติไทย-เมียนมา

คมสัน ขวัญใจธัญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการห้างสรรพสินค้าโรบินสัน กล่าวในหัวข้อ “เจาะตลาดค้าปลีกเมียนมาแบบมืออาชีพ” ว่าการทำตลาดค้าปลีกทั้งในเมียนมาหรือในไทย ควรมุ่งให้ความสำคัญด้านลูกค้าเป็นหลัก (คัสโตเมอร์โฟกัส) โดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจแม่สอด จ.ตาก ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สองหลักมากกว่าจีดีพีของประเทศ

ขณะที่ปัจจัยสำหลักสำคัญ ประกอบด้วย 1.ออนไลน์ 2.คู่แข่งที่แตกต่าง ทำให้มีการแข่งขันสูง 3.โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการทำตลาดในปัจจุบัน จากเดิมที่ไทยเป็นผู้ผลิตทำตลาดผ่านคนกลาง แต่จากรูปแบบการใช้ชีวิต (ไลฟ์สไตล์) ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีการเชื่อมต่อออนไลน์มากขึ้น มีการแชร์ข้อมูลต่างๆ ทำให้เกิดการทำการตลาดรูปแบบใหม่ๆ และขยายไปสู่การทำตลาดอี-คอมเมิร์ซ

“การค้าในปัจจุบันผลิตอย่างเดียว แต่ต้องมองผู้บริโภคด้วย โดยเฉพาะค้าปลีกเมียนมาต้องมองเป็น 4.0 ด้วยดิจิทัลค้าปลีกเปลี่ยนไปเร็วมาก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ขายของได้แล้ว ในปัจจุบันลูกค้าเป็นกลุ่มคนมิลเลเนียนรุ่นใหม่มีความต้องการเป็นส่วนตัวสูงขึ้น” คมสัน กล่าว   

เมี๊ยะ อู เจ้าของธุรกิจช็อปปิ้งมอลล์ เมืองพะอัน ประเทศเมียนมา กล่าวในหัวข้อ “แกะกลยุทธ์เชื่อมการค้าเมียนมา” ว่าปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเข้าไปทำลงทุนในเมียนมา เช่น กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง กลุ่มเสื้อผ้า และมีมูลค่าการเติบโตเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากก่อนหน้าที่ทั้งสองประเทศคือไทยและเมียนมาทำข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี ซึ่งคาดว่าในปี 2560 นี้จะมีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 1-1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากในช่วงก่อนหน้ามีมูลค่าประมาณ 7,740 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจเข้าไปลงทุนทำตลาดในเมียนมา ต้องหาข้อมูลก่อนเข้าตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยดูว่าลูกค้าอยากได้อะไร และเรามีอะไร รวมถึงการใช้ช่องทางออนไลน์ที่ปัจจุบันชาวเมียนมาเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ประมาณ 12 ล้านคนในปีนี้ และผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กกว่า 10 ล้านราย และนิยมใช้สื่อดิจิทัลอย่างเฟซบุ๊กในการสื่อสาร โดยเฉพาะการโฆษณาสินค้าบริการผ่านสื่อเฟซบุ๊กที่เข้าไปถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่

บรรพต ก่อเกียรติเจริญ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก และผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ง้วนเฮง 1992 กล่าวในการข้อเสวนาหัวข้อ “บุกแม่สอด-เมียวดี เจาะตลาดเมียนมา จีน อินเดีย” ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดแตกต่างจากที่อื่นด้วยเป็นเส้นทางเชื่อมไปเมียนมาสะดวกที่สุด โดยในอีก 2-3 ปี จะมีรถขนส่งสินค้าเดินทางผ่านปริมาณมากขึ้นไปอีก และเห็นว่าควรพัฒนาเมืองแม่ สอดให้เป็นลักษณะเดียวกับสิงคโปร์ มีจุดดักการผ่านทาง พัฒนาเป็นคลังกระจายสินค้า (แวร์ เฮาส์) และศูนย์โลจิสติกส์

“ขณะนี้จำนวนนักท่องเที่ยวเมียนมาเข้ามาเที่ยวในแม่สอดมากขึ้น และเป็นคนกลุ่มที่มีฐานะดีมากขึ้น และโจทย์คือจะทำอย่างไรให้เกิดการเดินทางเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ทั้งการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน ส่วนเงินจ๊าดเมียนมาค่าเงินตกลงทุกปีไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ซึ่งการแลกเปลี่ยน (เทรด) เงินจ๊าดกลับนั้นต้องระวัง เพราะอาจเจอการฟอกเงินได้ ด้วยคนเมียนมาส่วนใหญ่ยังใช้เงินสดในการซื้อสินค้า” บรรพต กล่าว 

สมนึก ตันกิจรุ่งเรือง รองนายกสมาคมขนส่งสินค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า อุปสรรคของธุรกิจขนส่งคือ ปริมาณรถที่หนาแน่น ทำให้เสียเวลาในการเดินทางขนส่ง ขณะที่ธุรกิจมีโอกาสในเมียนมา คือ น้ำตาล รองลงมา คือ สินค้าโทรศัพท์มือถือ รวมถึง ธุรกิจโรงแรม ด้วยอัตราค่าบริการที่พักโรงแรมในฝั่งไทยถูกกว่าเมียนมาหลายเท่าตัว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท