posttoday
จีนยอมเฉือนจีดีพี แลกคุมหนี้เสี่ยง

จีนยอมเฉือนจีดีพี แลกคุมหนี้เสี่ยง

19 พฤษภาคม 2560

ภาวะหนี้สินของจีนที่ถีบตัวขึ้นไปถึง 277% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นับเป็นปัญหาเชิงพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งเท่าที่จีนเผชิญหน้าอยู่ และพยายามดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งเริ่มที่จะเห็นการคุมเข้มอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้วทั้งในและนอกระบบ

ภาวะหนี้สินของจีนที่ถีบตัวขึ้นไปถึง 277% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นับเป็นปัญหาเชิงพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งเท่าที่จีนเผชิญหน้าอยู่ และพยายามดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่องในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งเริ่มที่จะเห็นการคุมเข้มอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้วทั้งในและนอกระบบ

สัดส่วนการปล่อยสินเชื่อนอกงบดุลของจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ในภาค “ธนาคารเงา” (Shadow Banking) ที่มีความเสี่ยงและน่ากังวลมากที่สุดในจีน เพราะเป็นการปล่อยกู้ให้ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดเล็กทั่วประเทศนั้นลดลงไปถึงราว 30% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

เวยเหยา และแคลร์ฮวน จากธนาคารโซซิเอเต เจเนราล ให้มุมมองกับรอยเตอร์สว่า ความคืบหน้าสำคัญที่ต้องจับตาก็คือ การคุมเข้มในกฎระเบียบภาคการเงินของจีน ซึ่งมีสัญญาณบ่งชี้ออกมาชัดเจนแล้วว่า ทางการจีนจะควบคุมระบบธนาคารเงาให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

จึงไม่น่าแปลกใจที่คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (ซีบีอาร์ซี) เพิ่งประกาศเตรียมใช้กฎใหม่หรือทบทวนกฎระเบียบเดิมรวม 46 ข้อ ในปี 2017 นี้ เพื่อควบคุมความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การจัดการความมั่งคั่ง (WMP) ที่เป็นเครื่องมือการปล่อยกู้หลักของธนาคารเงาในจีน และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้จีนพุ่งทะยานขึ้น

ขณะที่การคุมหนี้ในระบบนั้นก็เริ่มมีตัวเลขที่ดีขึ้นเล็กน้อย โดยสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อใหม่ช่วงไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 6.94 ล้านล้านหยวน (ราว 34 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 38.4% ของจีดีพี ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ 41.3% โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จีนมีมติขึ้นดอกเบี้ยระยะข้ามคืนของกลไกกู้ยืมระยะสั้น (SLF) กลไกกู้ยืมระยะกลาง (MLF) และดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืน (Repo) ซึ่งนับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวครั้งที่ 3 ในปีนี้ ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นสัญญาณว่าจีนกำลังเดินหน้าจัดการปัญหาความเสี่ยงหนี้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การควบคุมระดับหนี้เหล่านี้ก็ยังหมายความว่า รัฐบาลจีนต้องยอม “เฉือนเนื้อ” แลกกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วย

ผลกระทบจากการคุมเข้มทางการเงินดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นในภาคอุตสาหกรรม ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจในหลายด้านเริ่มขยายตัวได้ลดลงตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ขยายตัว 6.5% ลดลงจากเดือนก่อนหน้านี้ที่โต 7.6% เช่นเดียวกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งปรับขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ที่ 8.9% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2017 จาก 9.2% ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค.

ตัวเลขดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าภาคอุตสาหกรรมจีนเริ่มอ่อนแรงลง สอดคล้องกับที่ไคซิน/มาร์กิต เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตเดือน เม.ย. ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 50.3 จุด ต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน จากเดือน มี.ค. ที่ 51.2 จุด แม้ว่าภาคการผลิตยังคงอยู่เหนือระดับ 50 จุด ที่ถือเป็นระดับของการเติบโตได้ก็ตาม แต่ก็เลยเกณฑ์ดังกล่าวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การควบคุมหนี้ของจีนยังไม่ได้จำกัดเฉพาะในภาคการเงินเท่านั้น เพราะในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเริ่ม “แตะเบรก” การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2017 ด้วย โดยการเบิกจ่ายขยายตัวเพียง 3.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว และยังถือว่าลดลงมากเมื่อเทียบกับการเบิกจ่ายในเดือนก่อนหน้า หรือเดือน มี.ค. ที่ขยายตัวถึง 25.4%

รอยเตอร์สอ้างความเห็นบรรดานักวิเคราะห์ว่า แม้ในไตรมาสแรกปีนี้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้สูงกว่าคาดการณ์ โดยเติบโตที่ระดับ 6.9% เนื่องจากได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตร้อนแรง แต่ก็มีแนวโน้มที่การควบคุมความเสี่ยงของจีนจะทำให้อัตราการขยายตัวตลอดทั้งปี 2017 นี้ ลดลงมาอยู่ที่ 6.5% เท่านั้น หรือเท่ากับเป้าหมายที่ทางการจีนประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้

แนวโน้มดังกล่าว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะจีนไม่สามารถเร่งการเติบโตในส่วนอื่นเพื่อมาชดเชยกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคุมหนี้ได้มากนัก 

ก่อนหน้านี้ จีนเคยประกาศว่าจะหันไปพึ่งพาภาคบริการและการบริโภคภายในประเทศให้เป็นกลไกหนุนเศรษฐกิจแบบ “ใหม่” เพื่อมาแทนที่การปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นกลไกการขยายตัวแบบ “เก่า” แต่เมื่อดูจากตัวเลขการเติบโตของภาคบริการในจีนเดือน เม.ย. กลับพบว่าขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 8.1% จาก 8.3% ในเดือนก่อนหน้า และยังเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

สอดคล้องกับการเปิดเผยของภาคเอกชนโดยไคซิน ที่ระบุว่า ดัชนีพีเอ็มไอภาคบริการเดือน เม.ย. ขยายตัวลดลงแตะ 51.5 จุด จาก 52.2 จุด ในเดือน มี.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแรงกดดันมาจากการอ่อนแรงของอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ

ขณะที่ไม่สามารถพึ่งพาภาคบริการได้ การบริโภคภาคเอกชนก็ยังไม่แกร่งพอเช่นเดียวกัน โดยยอดค้าปลีกเดือน เม.ย. ขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 10.7% จาก 10.9% ในเดือนก่อนหน้า แม้ตัวเลขดังกล่าวขยับลงมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็ปรับลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2010 จากที่ขยายตัวกว่า 18% ในช่วงดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่าการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็ยังต้องแก้ไขปัญหาหนี้ไปพร้อมกับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงมากเกินไป เพราะยังมีงานช้างอย่าง “การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ในปลายปีนี้รออยู่ ซึ่งเป็นงานการเมืองที่รัฐบาลต้องโชว์ผลงานทางเศรษฐกิจให้เห็นด้วย ดังนั้น จึงยังมีโอกาสที่จีนจะผ่อนคลายเป็นครั้งคราว หรือไม่ขันนอตคุมหนี้ให้ตึงมากเกินไปในปีนี้ และทำให้เส้นทางการแก้ปัญหากองหนี้มหาศาลของจีนยังเป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท