posttoday
เอกชนฟันกำไร ฐานรากจนสาหัส

เอกชนฟันกำไร ฐานรากจนสาหัส

19 พฤษภาคม 2560

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเปิดเผยการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2560 ขยายตัวได้ 3.3% มากกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% นอกจากนี้ ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ 3.3-3.8% เฉลี่ยที่ 3.5% ซึ่งสูงกว่าปี 2559 ที่ขยายตัวได้ 3.2%

เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวได้ดี เพราะการเร่งการลงทุน การบริโภคที่ฟื้นตัว และการส่งออกกลับมาขยายตัวเป็นบวกระดับสูงอีกครั้ง โดยไตรมาสแรกขยายตัวได้ถึง 6% ถือว่าเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยบวกมากกว่าลบ

อย่างไรก็ตาม ไส้ในของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังพบความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่ฝังรากลึกมานาน คือการขยายตัวเศรษฐกิจยังกระจุกของเศรษฐกิจส่วนยอด แต่เศรษฐกิจฐานรากที่เป็นคนส่วนใหญ่กลับยังไม่ได้อานิสงส์ของเศรษฐกิจจนทำให้มีความรู้สึกเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีขึ้น และดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะมีรายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงภาระหนี้สินก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

เมื่อดูตัวเลขจากการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการภาครัฐ หรือลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย มีคนมาลงทะเบียนถึง 14 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นคนที่มีรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาท/ปี อยู่ 4-5 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 และที่เหลือเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี เพิ่มขึ้นมากกว่าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยครั้งแรกที่มีการมาลงทะเบียน 8 ล้านคน ทั้งที่เงื่อนไขครั้งใหม่เข้มข้นกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวเศรษฐกิจที่ผ่านมายังไม่ได้ทำให้ชีวิตของคนที่อยู่ฐานรากดีขึ้น

นอกจากนี้ การตั้งกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือกองทุนผู้มีรายได้น้อยวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ก็ช่วยบรรเทาความยากลำบากให้กับคนฐานรากได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถจะทำให้พ้นจากความยากจนได้ภายในเวลาอันสั้น

แม้แต่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด ยังออกมาให้ความเห็นว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง เนื่องจากรัฐบาลพยายามออกมาให้ข่าวแต่ด้านดีของเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพื่อให้นักลงทุนและประชาชนรู้สึกดีและมั่นใจ

แต่ทว่าตอนนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมไทยว่า เศรษฐกิจไทยดีจริงหรือไม่ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่แท้จริงกับสังคม โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชนที่ไม่ชัดเจน รัฐบาลบอกว่าเอกชนยังไม่ยอมลงทุน ถึงแม้จะมีการลงทุนบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติและน่าเป็นห่วงที่จะเกิดปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ศุภชัย ยังระบุว่า รัฐบาลต้องพิจารณาข้อมูลการลงทุนภาคเอกชนของอย่างละเอียดว่า ทำไมเอกชนถึงยอมไม่ลงทุน แต่กลับมีกำไรมีเงินจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอัตราสูง เป็นการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์อย่างเดียวซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจกระจุกอยู่ที่คนส่วนบน ผิดหลักการลงทุนที่เอกชนควรนำเงินไปลงทุนในด้านต่างๆ เพื่อขยายกิจการลงทุนด้านพัฒนาคน ด้านนวัตกรรมและการวิจัยการพัฒนา

ขณะที่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยที่สูงกว่ารายใหญ่จำนวนมาก ก็เป็นปัญหาของเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรเข้าไปดู เพราะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม แม้ว่าที่ผ่านมา อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จะเรียกร้องจิตสำนึกของธนาคารพาณิชย์ให้ลดดอกเบี้ยให้รายย่อย จนมีการลดอัตราดอกเบี้ย 0.5% เพื่อลดกระแสกดดัน แต่ส่วนต่างดังกล่าวก็ยังสูงอยู่ถึง 4-5%

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและสินเชื่อของธนาคารที่สูง นอกจากมาจากการที่แบงก์พาณิชย์คิดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยแพงแล้ว ยังเป็นเพราะแบงก์พาณิชย์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมากด้วย กระทบกับผู้ออมเงิน ได้ผลตอบแทนน้อยไม่พอใช้ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจในอนาคต

จากข้อสังเกตของศุภชัยดังกล่าว รัฐบาลควรจะต้องรับฟัง เพราะในภาวะที่เอกชนไม่ลงทุนแต่ผลประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กับยังสูง หรือแม้แต่ธนาคารพาณิชย์ที่ออกมาบ่นว่าขยายสินเชื่อได้น้อยแต่กำไรกลับเพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการจูงใจลงทุนด้วยการให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา และปีนี้หักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า แต่เอกชนก็เมินไม่สนใจ ทำให้รัฐบาลถึงทางตัน เทหมดหน้าตักแล้วเอกชนก็ไม่สนใจลงทุน แม้แต่การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็สะดุดล่าช้าไม่เป็นตามแผน

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจฟื้นแล้วก็จริง แต่คนฐานรากยังลำบาก หากทิ้งไว้จะเป็นปัญหาระยะยาวของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าเกษตรไม่ดีทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อย รัฐบาลจึงต้องดูแลคนกลุ่มนี้ให้มีรายได้ดีขึ้นเพื่อเป็นฐานสำคัญต่อการบริโภคและเศรษฐกิจภายในต่อไป

นอกจากนี้ สมคิด ยังยอมรับว่า การลงทุนรัฐบาลสามารถเร่งรัดเบิกจ่ายรวดเร็ว แต่การลงทุนของเอกชนยังไม่ยอมลงทุน มั่นใจว่าเมื่อการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้ก็จะสร้างให้เอกชนลงทุนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 5.22 แสนล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะเบิกจ่ายได้ 60% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้จะเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 90% หากพิจารณาการเบิกจ่ายงบลงทุน จากการทำงบกลางปี 2560 เพิ่มเติม 1.9 แสนล้านบาท ที่มีการกู้เงินเพื่อลงทุนเพิ่มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก 1.6 แสนล้านบาท ขณะนี้มีการเบิกจ่ายได้เพียง 1 หมื่นล้านบาท ถือว่าล่าช้ามากทำให้ไม่สามารถดึงดูดเอกชนมาลงทุนตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ได้

เมื่อภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ รัฐบาลก็จะประสบกับปัญหาที่แก้ไม่ตก คือ ตัวเลขการขยายตัวในภาพรวมดูดี เอกชนยังไม่ยอมลงทุนเพิ่ม เพื่อเก็บกำไรและเงินสดไว้จ่ายปันผลผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ทำให้ตลาดหุ้นขยายตัวได้ดี คนที่เกี่ยวข้องมีความมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น

แต่ในส่วนเศรษฐกิจฐานรากก็ยังย่ำแย่ต่อไป โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวที่ราคาไม่ดี และรัฐบาลยืนยันไม่ทำโครงการรับจำนำที่มีปัญหารั่วไหลและทุจริต แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะหามาตรการอะไรออกมาช่วยเกษตรกรและคนรายได้น้อยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน นอกจากการช่วยเฉพาะหน้าโดยการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย

ในภาวะเช่นนี้ต้องถือว่า รัฐบาลใกล้อยู่ในภาวะจนมุมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากจริง แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ประเทศดีขึ้น ทำให้ผลสำรวจการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ออกมาทีไรรัฐบาลได้คะแนนไม่ดีทุกครั้งไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท