posttoday
การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

18 พฤษภาคม 2560

การวางระเบิดคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี ที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2560

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

การวางระเบิดคาร์บอมบ์ห้างบิ๊กซี ที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2560 “ไม่ใช่เป็นเรื่องศาสนา และไม่เกี่ยวข้องกับไอ.เอสแต่อย่างใด” แต่เป็นการกระทำของ “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ที่ใช้วิธีการรุนแรงซึ่งนอกจากกระทำต่อ “เป้าหมายแข็ง” เช่น ทหาร ตำรวจแล้ว  สิ่งที่พวกนี้นิยมทำคือการโจมตี “เป้าหมายอ่อนแอ” ที่เป็นประชาชนทั่วไปเพราะไม่สามารถป้องกันตนเองได้ คาร์บอมบ์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ห้างบิ๊กซีปัตตานีซึ่งเป็นที่รวมของคนทุกเพศทุกวัย ทุกศาสนา ทุกสาขาอาชีพ ของคนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ไปจับจ่ายซื้อของเนื่องจากใกล้ถึงฤดูรอมฎอน และใกล้โรงเรียนเปิดเทอมที่พ่อแม่พาลูกๆ ไปซื้อเสื้อผ้านักเรียน ทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บมากที่สุดถึง 61 คน ทั้งชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธ ถือว่าเป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์อย่างอุกอาจที่สุด   

นี่ไม่ใช่เป็นครั้งแรกเพราะก่อนหน้านี้ กลุ่มก่อการร้ายบีอาร์เอ็นเคยโจมตีด้วยคาร์บอมบ์ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว 51 ครั้ง (จ.นราธิวาส 23 ครั้ง ยะลา 12 ครั้ง ปัตตานี 13 ครั้ง สงขลา 3 ครั้ง) ในจำนวนนี้ เป็นการวางระเบิดที่ห้างสรรพสินค้ารวม 7 ครั้ง (ปัตตานี 5 ครั้ง และนราธิวาส 2 ครั้ง) แต่ครั้งนี้ ผู้ก่อเหตุร้ายมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตายมากที่สุด และนี่คงไม่ใช่เป็นครั้งสุดท้ายที่ขบวนการบีอาร์เอ็นจะกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก 

ที่น่าอนาถคือ ผู้ก่อการร้ายใช้วิธีลวงชาวบ้านที่ทำมาหากินโดยสุจริตรับติดตั้งผ้าใบ มาสังหารอย่างโหดเหี้ยม ที่มัสยิดแห่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ของพระเจ้าที่คนมุสลิมให้ความเคารพและจะไม่ทำสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ จากนั้นจึงนำรถไปประกอบระเบิดและปฏิบัติการ ทิ้งให้ภรรยาและบุตรน้อยสองคนต้องเผชิญชีวิตตามลำพังหลังจากนี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิงซึ่งไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น  

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าปฏิกิริยาต่อการก่อการร้ายของกลุ่มบีอาร์เอ็นครั้งนี้ จึงเป็นไปอย่างกว้างขวางและถูกประณามจากทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งองค์กรระหว่างประเทศและภาคเอกชน โดยเฉพาะ “สำนักจุฬาราชมนตรี” ได้ออกแถลงการณ์ “ประณามการกระทำอันเหี้ยมโหด และไร้มนุษยธรรมและเป็นเหตุให้คนบริสุทธิ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กจำนวนมากบาดเจ็บ ว่าเป็นการกระทำที่ขลาดเขลา ไร้มนุษยธรรมและละเมิดกับหลักธรรมคำสอนของทุกศาสนาอย่างร้ายแรง สำหรับศาสนาอิสลามนั้นถือว่าเป็นบาปใหญ่ที่พระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษผู้กระทำการเยี่ยงนี้ก่อนสิ่งอื่นใดในวันพิพากษา ดังปรากฏในวจนะศาสดามูฮัมหมัด ความว่า สิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกพิพากษาในวันปรโลก คือ การละเมิดเลือดเนื้อและชีวิต” แถลงการณ์ได้เรียกร้องให้ผู้ก่อความรุนแรงไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามยุติการทำร้ายและสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันทีแม้แต่องค์กรที่เคลื่อนไหวเพื่อแยกตัวเองเช่น “พูโล”ยังรับไม่ได้และเรียกร้องให้เลิกกระทำการในลักษณะรุกรานและรังแกคนต่างเชื้อชาติและมิใช่มุสลิม ส่วน “มาราปัตตานี” ซึ่งกำลังพูดคุยสันติสุขกับผู้แทนไทยได้ออกมาประณามการก่อเหตุว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดในการทำให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนและบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้ โดยเฉพาะเด็กและสตรี”                

ในขณะที่ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)” ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง   เช่นเดียวกับ “มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” ที่ประณามการก่อเหตุร้ายดังกล่าวว่า “เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นการกระทำความผิดอาญาทั้งตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายในประเทศ และเป็นความผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ผู้กระทำผิดต้องรับผิดทางอาญาตามระบบยุติธรรมระหว่างประเทศ...พลเรือนผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะเด็กและสตรีต้องได้รับความคุ้มครองจากการใช้อาวุธไม่ว่าจะฝ่ายใด” 

ทางด้านต่างประเทศ ผู้แทนองค์การ “ยูนิเซฟ” แห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำครั้งนี้ “เนื่องจากมีเด็กหลายคนตกเป็นเหยื่อความรุนแรงด้วย เพราะผู้ก่อเหตุทราบดีว่าใน
สถานที่ดังกล่าวมีเด็กและประชาชนอยู่พลุกพล่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่ควรมีเด็กคนใดต้องตกอยู่ในความจากเสี่ยงอันตราย ดังกล่าว” นอกจากองค์การยูนิเซฟ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือเอ็นจีโอซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เช่น “ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์” ได้ออกแถลงการณ์จากสำนักงานใหญ่ที่นครนิวยอร์ก ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายสงครามหรือที่เรียกว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ห้ามโจมตีต่อพลเรือน หรือการโจมตีที่ไม่แยกแยะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน” แต่ที่ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ เสนอให้ไทยยอมรับว่า บีอาร์เอ็นเป็นองค์การก่อการร้ายในบัญชีสหประชาชาตินั้น เป็นการวางกับดักให้ทางการไทยตกหลุม เพราะหากยอมรับเมื่อไร ต่างชาติก็เข้ามาแทรกแซงได้ทันทีซึ่งสหรัฐอเมริกาอยากเข้ามานานแล้ว 

สิ่งที่บีอาร์เอ็นทำถือว่าเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง บทที่ 6 วรรค 1 ที่ว่า“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตมาแต่กำเนิด สิทธินี้ต้องได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย บุคคลจะต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตโดยอำเภอใจ” และเป็นการละเมิด ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491 มาตรา 3 ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิต มีเสรีภาพ และมีความปลอดภัย” ไม่ว่าคุณจะอ้างว่า เพื่อต้องการให้ต่างประเทศเห็นว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ได้ รัฐไทย ไม่สามารถใช้อธิปไตยเหนือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เพื่อเป็นข้ออ้าง ในการเรียกร้องขอกำหนดใจตนเองอย่างไรก็ตาม คุณไม่มีสิทธิที่จะพรากชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เชื้อชาติศาสนาใด”

ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน บีอาร์เอ็นได้ทำร้ายและพรากชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์หลายพันคน คนที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งชาวไทยพุทธหรือมุสลิม ทั้งชายและหญิง  ผู้ใหญ่และเด็ก นักบวช ชาวบ้านที่หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีการลอบวางระเบิดในที่ชุมนุมชน เช่น ตลาดสด หน้าโรงเรียน ร้านอาหาร ฯลฯ พลเรือนและครู เด็กนักเรียน ทั้งชาวไทยมุสลิมและไทยพุทธเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บพอๆ กันจากความเหี้ยมโหดของพวกนี้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พี่น้องร่วมชาติบางคน รวมทั้งผู้นำชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่หลงผิดไปสนับสนุนขบวนการบีอาร์เอ็น ยังจะสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายพวกนี้อีกหรือ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท