
ช่วยเหลือเอสเอ็มอี กระตุ้นเศรษฐกิจแท้จริง
ช่วงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นมาบริหารประเทศ เศรษฐกิจถือว่ากำลังประสบปัญหาหนัก
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ช่วงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นมาบริหารประเทศ เศรษฐกิจถือว่ากำลังประสบปัญหาหนัก โดยเฉพาะผลกระทบจากปัจจัยภายนอกคือ เศรษฐกิจโลกที่ประสบภาวะซบเซา ที่ส่งผลให้การส่งออกของไทยที่เคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียหายไป ซ้ำด้วยปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหนี้ครัวเรือน ราคาสินค้าพืชผลเกษตรตกต่ำ กดดันกำลังซื้อในประเทศตามมาภาวะดังกล่าวทำให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องรีบเข้ามาแก้ไข มีทั้งแผนระยะสั้นคือการอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านโครงการขนาดเล็ก การเติมเงินให้คนฐานราก แต่ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและฐานการผลิตของประเทศ เพื่อรองรับการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่อนาคตไทยจะต้องหันมาเน้นการผลิตที่อาศัยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการส่งออกแทนการผลิตที่อาศัยค่าแรงต่ำเหมือนที่ผ่านมา
ในส่วนของการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้พุ่งเป้าไปที่การผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินลงทุนเกือบ 2 ล้านล้านบาท เป็นระยะเวลา 7 ปี พร้อมไปกับการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย ทั้งผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ และล่าสุดคือโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรืออีอีซี ที่รัฐบาลตั้งใจจะให้เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้ รัฐบาลหวังว่านอกเหนือจากการกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้ว หากภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นก็จะช่วยกันเป็นเครื่องยนต์ผลักดันให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า การลงทุนภาคเอกชนยังคงลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 ที่การลงทุนภาคเอกชนหดตัว 2.2% มาในปี 259 มีเพียงไตรมาสแรก ที่การลงทุนเอกชนกระเตื้องมาขยายตัว 2.4% จากนั้นก็หดตัวมาโดยตลอดจนไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 1.1%
สอดคล้องกับตัวเลขอัตราการใช้กำลังการผลิตไตรมาสแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 62.57% จากปกติที่ควรเฉลี่ยอยู่ที่80% ขึ้นไปจึงจะมีการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนเดิม
นอกจากนี้ในส่วนของการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปีนี้จะเพิ่ม 119% และ 85.% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นสูงมาก แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้นยังไม่มีการลงทุนจริงมากนัก โดยเฉพาะเอกชนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนจริงไม่มากเมื่อเทียบสัดส่วนกับการได้รับบัตรส่งเสริม
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเองก็ยอมรับว่าภาคเอกชนยังขยายการลงทุนได้ไม่มาก เพราะเอกชนอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างด้านการผลิตในประเทศ รวมทั้งปรับตัวเพื่อการขยายการลงทุนในต่างประเทศด้วย
ด้วยเหตุนี้ความหวังที่จะให้ภาคเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ลงทุนในระยะนี้ จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก
แต่สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงและเริ่มเห็นผลแล้วนั่นคือ การที่รัฐบาลหันไปออกมาตรการดูแลธุรกิจรายกลางและรายเล็ก (เอสเอ็มอี)โดยเฉพาะกลุ่มสายป่านสั้น เนื่องจากกลุ่มนี้ประสบปัญหายอดขาย ทำให้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จึงเข้าถึงธนาคารพาณิชย์ได้ยาก นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์เองก็มีภาระที่ต้องดูแลเอสเอ็มอีในกลุ่มที่ตนเองปล่อยสินเชื่ออยู่ และเริ่มกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง จึงต้องออกมาตรการมาประคับประคองลูกค้าเอสเอ็มอีของตนให้อยู่รอดให้ได้
ในส่วนของรัฐบาล จึงมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่กลุ่มที่เข้าถึงสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ได้ยาก โดยเฉพาะกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐที่ตั้งวงเงินไว้ 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะทำให้เกิดวงเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท
ด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ก็เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้รวม 5.5 หมื่นล้านบาท มีทั้งการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดอกเบี้ยผ่อนปรน และรัฐช่วยจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในปีแรกอีกด้วยยังมีสินเชื่อแฟกเตอริ่ง สำหรับคู่ค้าหน่วยงานรัฐที่จดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐอัตราดอกเบี้ย 4.99% สินเชื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอัตราดอกเบี้ยเพียง 4% สินเชื่อสมาร์ทเอสเอ็มอี บัญชีเดียว ดอกเบี้ย 5% เป็นต้น
ขณะที่เอสเอ็มอีขนาดจิ๋ว หรือไมโครเอสเอ็มอี รัฐบาลก็จัดสินเชื่อให้ เพราะเข้าถึงแหล่งเงินธนาคารพาณิชย์ได้ยากที่สุด โดยการตั้งกองทุนฟื้นฟูกิจการที่อยู่ภายใต้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เงื่อนไขผ่อนปรนมาก ปลอดดอกเบี้ย 10 ปี ปลอดการชำระหนี้เงินต้น 3 ปี เป็นต้น
หรือสินเชื่อ SMEs Transformation Loanของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ให้กู้เอสเอ็มอีเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยาย ปรับปรุง กิจการ มีวงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
และล่าสุดคือการให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสายป่านสั้นให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็ขานรับด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับรายย่อย (เอ็มอาร์อาร์) ลง 0.5%
การเจาะกลุ่มช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมหาศาลกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีการจ้างงานเฉลี่ยจำนวนไม่มาก แต่รวมแล้วก็ไม่น้อยถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นฟันเฟืองอีกฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องรอการลงทุนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งยังช่วยเรื่องการมีงานทำ ลดปัญหาการตกงานช่วยให้กำลังซื้อในประเทศไม่มีปัญหาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ถัดจากนี้รัฐบาลยังต้องเดินหน้าหามาตรการดูแลอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มเกษตรกร โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปยังเกษตรกรกลุ่มที่ราคาพืชผลเกษตรยังคงตกต่ำ เช่น เกษตรกรชาวนาผู้ปลูกข้าว เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหามาตรการช่วยเหลืออยู่ นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือลดภาระให้ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับรัฐ
วิธีนี้ถือว่าเป็นการสร้างระบบรองรับผู้ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา และลดแรงกดดันต่อรัฐบาลในเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างดี







