
ธุรกิจป้องกันภัยไซเบอร์มาแรง
ทั่วโลกต่างหวั่นเกรงต่อภัยไซเบอร์ระลอกใหม่จากการแพร่ระบาดของ “วอนนาคราย” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่คุกคามเครื่องคอมพิวเตอร์ 3 แสนเครื่อง ในกว่า 150 ประเทศนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวิกฤตไซเบอร์ครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยเกิดทว่า ในวิกฤตยังมีโอกาสซ่อนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเคยเป็นม้านอกสายตาของนักลงทุนมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนแทบไม่สนใจบริษัทเทคโนโลยีกลุุ่มนี้ เพราะมองไม่เห็นหนทางเติบโตในระยะยาว คล้ายคลึงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เพิ่งออกมาแย้มความผิดลาดเมื่อหลายปีที่แล้ว จากการที่ไม่ได้ซื้อหุ้นของกูเกิล อิงค์ ยักษ์เทคโนโลยีในปัจจุบันบัฟเฟตต์เล่าว่า เขาพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะยังไม่เข้าใจแนวทางการทำเงินและทิศทางการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ ซึ่งความคิดดังกล่าวของบัฟเฟตต์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องจากในขณะนั้น กูเกิลทำเงินจาก ไกโค บริษัทประกันภัยในเครือ เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ จากยอดการคลิกโฆษณา ซึ่งอยู่ที่ 10-11 เหรียญสหรัฐ (ราว 345-380 บาท) ต่อการคลิก 1 ครั้ง อย่างไรก็ดี ความหวาดกลัวภัยบนโลกออ
ทั่วโลกต่างหวั่นเกรงต่อภัยไซเบอร์ระลอกใหม่จากการแพร่ระบาดของ “วอนนาคราย” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่คุกคามเครื่องคอมพิวเตอร์ 3 แสนเครื่อง ในกว่า 150 ประเทศนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวิกฤตไซเบอร์ครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยเกิด
ทว่า ในวิกฤตยังมีโอกาสซ่อนอยู่ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเคยเป็นม้านอกสายตาของนักลงทุนมาโดยตลอด
ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนแทบไม่สนใจบริษัทเทคโนโลยีกลุุ่มนี้ เพราะมองไม่เห็นหนทางเติบโตในระยะยาว คล้ายคลึงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เพิ่งออกมาแย้มความผิดลาดเมื่อหลายปีที่แล้ว จากการที่ไม่ได้ซื้อหุ้นของกูเกิล อิงค์ ยักษ์เทคโนโลยีในปัจจุบัน
บัฟเฟตต์เล่าว่า เขาพยายามหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะยังไม่เข้าใจแนวทางการทำเงินและทิศทางการเติบโตของบริษัทเหล่านี้ ซึ่งความคิดดังกล่าวของบัฟเฟตต์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องจากในขณะนั้น กูเกิลทำเงินจาก ไกโค บริษัทประกันภัยในเครือ เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ จากยอดการคลิกโฆษณา ซึ่งอยู่ที่ 10-11 เหรียญสหรัฐ (ราว 345-380 บาท) ต่อการคลิก 1 ครั้ง
อย่างไรก็ดี ความหวาดกลัวภัยบนโลกออนไลน์ที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มหันมองหุ้นกลุ่มบริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น โดยรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นักลงทุนต่างเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทดังกล่าว ซึ่งที่ตลาดหุ้นสหรัฐ หุ้นของบริษัท ไฟร์อาย พุ่งขึ้นมาถึง 8% เช่นเดียวกับหุ้นบริษัท โซฟอส ในตลาดหุ้นลอนดอนที่ปรับขึ้นกว่า 7%
ความหวั่นเกรงระบบคอมพิวเตอร์ถูกจับเป็นตัวประกัน ไม่ได้กระทบแค่ต่อการดำเนินงานทั่วไปภายในบริษัทเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลสืบเนื่องไปถึงชีวิตผู้คน เช่น กรณีโรงพยาบาลบางแห่งในอังกฤษต้องระงับการผ่าตัด หลังเหตุโดนมัลแวร์โจมตี ทำให้ ไบรอัน ลอร์ด กรรมการผู้จัดการบริษัทเทคโนโลยีความปลอดภัย พีจีไอ คาดการณ์ว่า เม็ดเงินลงทุนในด้านความปลอดภัยไซเบอร์โดยเฉพาะจะเพิ่มขึ้น 10% ภายในปี 2020 โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษและยุโรป
การเพิ่มงบเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่เพียงเป็นผลดีต่อการรักษาระบบการดำเนินงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าเท่านั้น การกระทำดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทประหยัดรายจ่ายจากการต้องจ่ายค่าไถ่ข้อมูลสำคัญได้อีกด้วย โดย มอร์แกน สแตนลีย์ เปิดเผยว่า เอกชนทั่วโลกสามารถประหยัดรายจ่ายต่อปีได้ถึง 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.86 แสนล้านบาท) หากเผชิญเหตุโจมตีไซเบอร์ลดลง 10%
หนึ่งในมาตรการเสริมความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ คือการทำประกันภัยไซเบอร์ ซึ่งครอบคลุมค่าชดเชยความเสียหายกรณีข้อมูลสูญหายจากการเจาะระบบเครือข่ายของแฮ็กเกอร์
บ๊อบ พารีซี นักวิเคราะห์ด้านผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยไซเบอร์จากบริษัทโบรกเกอร์ มาร์ช เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า การทำประกันภัยดังกล่าวของภาคเอกชนปรับตัวขึ้นมาตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา โดยประกันภัยส่วนใหญ่ครอบคลุมความเสียหายกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,726 ล้านบาท) ขณะที่บางกรมธรรม์สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ถึง 500-600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7-2 หมื่นล้านบาท)
ความตื่นตัวรับภัยไซเบอร์ครั้งใหญ่จึงนับเป็นโอกาสสำหรับบริษัทพัฒนาความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งในอนาคตจะได้รับบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น หลังจากถูกละเลยมานานก่อนหน้านี้







