
บริโภคเอกชนฟื้น ลงทุนยังติดลบ
วันที่ 15 พ.ค.2560 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1/2560 มีการขยายตัว 3.3% พร้อมกับประมาณการขยายตัวปีนี้ที่ 3.5% โดยปรับกรอบประมาณการให้แคบลงจาก 3.0-4.0% เป็น 3.3-3.8% สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ถือว่าเป็นไปตามที่คาด แม้ไตรมาส 2 อาจจะลดลงไปได้ในทางเทคนิคก็คงไม่ต้องมีมาตรการพิเศษ อยากให้ประเมินภาพรวมทั้งปีมากกว่า ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3.5% โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการปฏิรูปมากกว่าปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เศรษฐกิจในไตรมาสแรกเติบโตได้จากฐานที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2559 จากทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุนภาครัฐ และภาคการผลิตทั้งเกษตรและนอกภาคเกษตร แต่สำหรับภาพรวมของปีนี้ยังคงประมาณการไว้ที่ 3.5% ซึ่งข้อมูลไตรมาสแรกทำให้มั่นใจมากขึ้นจึงปรับกรอบประมาณการลงจาก 3.0-4.0% เป็น 3.3-3.8% โดยไตรมาส 2 ยังคงท้าทายเพราะเศรษฐกิจต้องเทียบกับฐานที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่มั่นใจว่าการเติบโตจะกลับมาในช่วงไตรมาส 3 และ 4สำหรับการลงทุนเอกชนที่ไตรมาสแรกยังคง
วันที่ 15 พ.ค.2560 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 1/2560 มีการขยายตัว 3.3% พร้อมกับประมาณการขยายตัวปีนี้ที่ 3.5% โดยปรับกรอบประมาณการให้แคบลงจาก 3.0-4.0% เป็น 3.3-3.8%
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ถือว่าเป็นไปตามที่คาด แม้ไตรมาส 2 อาจจะลดลงไปได้ในทางเทคนิคก็คงไม่ต้องมีมาตรการพิเศษ อยากให้ประเมินภาพรวมทั้งปีมากกว่า ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3.5% โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการปฏิรูปมากกว่า
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เศรษฐกิจในไตรมาสแรกเติบโตได้จากฐานที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2559 จากทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุนภาครัฐ และภาคการผลิตทั้งเกษตรและนอกภาคเกษตร แต่สำหรับภาพรวมของปีนี้ยังคงประมาณการไว้ที่ 3.5% ซึ่งข้อมูลไตรมาสแรกทำให้มั่นใจมากขึ้นจึงปรับกรอบประมาณการลงจาก 3.0-4.0% เป็น 3.3-3.8% โดยไตรมาส 2 ยังคงท้าทายเพราะเศรษฐกิจต้องเทียบกับฐานที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่มั่นใจว่าการเติบโตจะกลับมาในช่วงไตรมาส 3 และ 4
สำหรับการลงทุนเอกชนที่ไตรมาสแรกยังคงติดลบ 1.1% นั้น สศช.ได้ปรับลดประมาณการทั้งปีลงมาเหลือ 2% จากเดิม 2.5% โดยคาดว่าเอกชนจะเริ่มลงทุนเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากการส่งออกฟื้นตัว โดยกำลังการผลิตเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 63% ซึ่งหากปรับขึ้นไปอยู่ที่ 65-70% จะเริ่มเห็นการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานด้วย
“การลงทุนเอกชนยังช้ากว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาพรวม แต่ถ้าการส่งออกขยายตัวได้ต่อเนื่อง การลงทุนเพื่อการผลิตอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นเพราะจากสถิติแล้วทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กันอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ไตรมาส ดังนั้นภาพจะชัดเจนในครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนคลายการให้สินเชื่อ จะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการลงทุนภาคเอกชน” ปรเมธี กล่าว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยหลักๆ อยู่ที่อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ แต่ประเด็นนี้เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก
ปรเมธี กล่าวว่า การบริหารเศรษฐกิจในระยะต่อไป รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาลและผลักดันการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมาย ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามกำหนด โดยเฉพาะงบลงทุนที่ยังเหลือการเบิกจ่าย 63.4% ขณะที่งบประมาณการกลางปี 1.9 แสนล้านบาท เหลือเบิกจ่ายอีก 1.89 แสนล้านบาท และเตรียมสำหรับเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2561 รวม 6.7 แสนล้านบาท และเร่งรัดการเบิกจ่ายการลงทุนรัฐวิสาหกิจ 5.81 แสนล้านบาท
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ต่างเห็นว่าจีดีพีไตรมาสแรกที่โต 3.3% นั้นสูงกว่าที่คาด จากการส่งออกและการบริโภคครัวเรือนที่เติบโต โดยต่างยังคงประเมินเศรษฐกิจปีนี้ทั้งปีเติบโต 3.3% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าสหรัฐ จะยังเป็นข้อจำกัดของการลงทุนภาคเอกชนให้ซบเซาต่อเนื่องไปอีกระยะ ส่วนอีไอซีเห็นว่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากราคาน้ำมันที่ชะลอตัวลง และความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่ตึงเครียดขึ้น







