posttoday
ตามรอยต้นกำเนิดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เชื้อรัสเซีย (2)

ตามรอยต้นกำเนิดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เชื้อรัสเซีย (2)

14 กันยายน 2553

....นายศาสตรา

สถาบันวิจัยการแพทย์ของรัสเซียที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็เหมือนสถาบันอื่นๆ ที่มีทั้งช่วงรุ่งเรืองและตกอับ

เมื่อแรกก่อตั้ง สถาบันมีชื่อเหมือนปัจจุบัน คือ สถาบันวิจัยการแพทย์ ต่อมาเมื่อสถาบันพ้นจากการอุปถัมภ์ของเจ้าชายโอลเดนเบิร์กสกีไปเป็น “ของหลวง” สถาบันแห่งนี้ได้ชื่อใหม่ว่า สถาบันวิจัยการแพทย์หลวง (Imperial Institute of Experimental Medicine ชื่อย่อว่า IIEM)เมื่อรัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ สถาบันได้รับสถานะและชื่อใหม่ว่า สถาบันวิจัยการแพทย์แห่งรัฐ (State Institute of Experimental Medicine)

ด้วยชื่อเสียงเกียรติคุณของพาฟลอฟ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของเลนิน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง สถาบันแห่งนี้ได้รับการยอมรับสูงขึ้น โดยหลังการปฏิวัติได้ 2 ปีเศษ เมื่อเดือน ม.ค.ปี พ.ศ. 2464เลนินได้ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่งเพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางสรีรวิทยาและพยาธิวิทยาของระบบประสาทส่วนสมอง เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนในงานของพาฟลอฟ มีการตั้งโรงเรียนสรีรวิทยาพาฟลอฟขึ้นในสถาบัน เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางสรีรวิทยา เภสัชวิทยา และชีววิทยาแขนงอื่นๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ปี พ.ศ. 2475 สถาบันแห่งนี้ได้รับการยกฐานะเป็น สถาบันวิจัยการแพทย์ทั่วสหภาพ (All – Union Institute of Experimental Medicine ชื่อย่อว่า AUIEM) สองปีต่อมา คือในปี พ.ศ. 2477 ก็ได้มีการย้ายสถาบันไปอยู่ ณ กรุงมอสโก เมืองหลวงใหม่ โดยสถาบันดั้งเดิมดำรงสถานะเป็นเพียงสาขาของสถาบัน โดยเรียกชื่อใหม่ตามชื่อใหม่ของกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเลนินการ์ดว่าสาขาเลนินการ์ดของสถาบันวิจัยการแพทย์ทั่วสหภาพ

การตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปอยู่ ณ กรุงมอสโก เกิดขึ้นเกือบทันทีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2461 ช่วงนั้นเลนินซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนีในช่วงก่อการปฏิวัติ ไม่ต้องการอยู่ใต้การครอบงำของเยอรมนี ซึ่งมีท่าทีคุกคามต่อรัสเซีย จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปอยู่มอสโก ซึ่งไกลจากเยอรมนีมากกว่า ทำให้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กลดฐานะไม่ได้เป็นเมืองหลวงอีกต่อไป และสถาบันวิจัยการแพทย์ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ลดฐานะไปเป็นเพียงสาขาหนึ่งของสถาบันที่มอสโกแทนในเวลาต่อมา ดังได้กล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี งานศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยแห่งนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญ เช่น เมื่อมีข้อมูลว่าเยอรมนีเริ่มใช้อาวุธเคมีคือแก๊สพิษ สถาบันก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาหน้ากากป้องกันไอพิษขึ้น

ช่วงวิกฤตรุนแรงของสถาบัน คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกปิดล้อมอยู่นานกว่าปีครึ่ง กองทัพนาซีได้ตัดทางลำเลียงอาหาร ทำให้ผู้คนในเมืองอดตายไปกว่าล้านคน โดยชาวกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุดและรักษาเมืองไว้ได้ โดยสูญเสียประชากรไปเกือบครึ่งเมือง ช่วงนั้นคนของสถาบันเสียชีวิตเพราะถูกปิดล้อมไปกว่า 70 คน และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน 182 คน ที่ออกไปรบในแนวหน้า เหลือรอดชีวิตกลับมาเพียง 88 คน

การก่อตั้งเป็นสถาบันการแพทย์ทั่วสหภาพ ไม่ทำให้งานศึกษาวิจัยด้านการแพทย์เจริญรุดหน้าตามที่คาดหวัง เพราะไม่เป็นไปตามธรรมชาติของวงวิชาการ การติดต่อสื่อสารแบบทางการกลายเป็นอุปสรรค จึงมีความพยายามจะปฏิรูปองค์กร ให้แต่ละแผนกมีสถานะใหม่เป็น “สถาบัน” เพื่อมีความอิสระและคล่องตัว แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เอื้อต่อการพัฒนามากนัก อุปสรรคสำคัญคือการที่รัสเซียต้องต่อสู้อย่างหนักกับกองทัพนาซีของเยอรมนี ขณะเดียวกันมีการก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ขึ้นอีกสถาบันหนึ่งคือ บัณฑิตสภาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Academy of Medical Science) ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2487 ทั้งนี้เพราะรัฐบาลของสหภาพโซเวียตมองเห็นความสำคัญของงานด้านนี้ จากความสำเร็จของการพัฒนาการรักษาผู้บาดเจ็บจากสงคราม ทำให้ร้อยละ 70 หายและกลับเข้าสู่สมรภูมิได้อีก ซึ่งสถาบันการแพทย์ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้รับการผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใหม่นี้ในฐานะสถาบันวิจัยอิสระในชื่อเดิม

ช่วงสิบปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงตกต่ำของวงการวิทยาศาสตร์ในสหภาพโซเวียต เพราะได้ผู้นำองค์กรที่มิใช่ “นักวิทยาศาสตร์แท้” แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลาย สถาบันการแพทย์ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสามารถพัฒนาตนเอง สร้างผลงานจนได้รับรางวัลธงแดงจากสภา เปรซิเดียม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของสหภาพโซเวียต เมื่อปี พ.ศ. 2509

ในปี พ.ศ. 2548 สถาบันมีนักวิจัยประมาณ 200 คน ในจำนวนนี้มี 10 คนเป็นสมาชิกของบัณฑิตสภาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีนักวิจัยระดับปริญญาเอก 52 คน และอีก 102 คนกำลังทำปริญญาเอกทางชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ 13 คนเป็นนักวิทยาศาสตร์กิตติมศักดิ์ของสหพันธรัฐรัสเซีย

สถาบันแบ่งหน่วยงานด้านการศึกษาวิจัยเป็น 12 แผนก คือ สรีรวิทยา สรีรวิทยานิเวศ สรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร ประสาทเภสัชวิทยา ชีวเคมี อณูจุลชีววิทยา อณูพันธุศาสตร์ วิทยาภูมิคุ้มกัน ไวรัสวิทยา พยาธิวิทยาทั่วไป และพยาธิสรีรวิทยา และกายสัณฐานวิทยา (morphology)

ทางด้านหน่วยสนับสนุน นอกจากด้านแผนงาน บัญชี และธุรการแล้ว ยังมีห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แผนกการสอน และคลินิกด้านต่างๆ ที่ทั้งให้บริการและการศึกษาวิจัย ซึ่งตั้งมาพร้อมๆ กับสถาบันเริ่มจากสถานีบริการปาสเตอร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2429 แห่ง ที่สองคือ สถาบันโรคผิวหนัง ตั้งขึ้นเมื่อ 1 ก.ค.ปี พ.ศ. 2450 ปัจจุบันมีคลินิกที่มีทั้งเครื่องมืออุปกรณ์การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคตามมาตรฐานยุโรปกว่าสิบคลินิก

สำหรับแผนกไวรัสวิทยาซึ่งรับผิดชอบงานวิจัยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ปัจจุบันตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งแผนกนี้เมื่อปี พ.ศ. 2489 คือ เอ.เอ.สโมโรดินท์เซฟ (A.A. Smorodintsev) โดยนำชื่อท่านผู้นี้มาตั้งเป็นเกียรติ หลังท่านถึงแก่มรณกรรมไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง