
คนไทยรวยขึ้นหรือจนลง
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์หากจะถามว่าคนไทยรวยขึ้นหรือจนลงมากกว่าเดิม ผู้ที่ให้คำตอบได้ดีคงเป็นผู้ที่อ่านคอลัมน์นี้แค่ลองล้วงกระเป๋าหรือดูบัญชีเงินฝาก หากมีสตางค์หรือตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแสดงว่าอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงขึ้น แต่หากตรงข้ามล้วงไปเจอแต่เศษสตางค์กับสลิปบัตรเครดิต เงินในแบงก์เหลือเพียงน้อยนิดเพื่อไม่ให้แบงก์ปิดบัญชี แถมหนี้กลับเพิ่มขึ้น เวลาที่มีหรือสมองควรจะใช้ไปกับการทำมาหากิน แต่กลับไปเสียเวลาหาเงินมาโปะค่าใช้จ่ายที่ติดลบ รวมถึงการผัดผ่อนหนี้การยกประเด็นนี้มากล่าวถึงเพราะสอดคล้องกับการที่ภาครัฐผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อที่ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศร่ำรวย เห็นได้จากโครงการ บิ๊กโปรเจกต์และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งใน 2-3 ปีข้างหน้าจะใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท เทียบกับงบเรือดำน้ำ 3 หมื่นล้านบาท จิ๊บจ๊อยไปเลย ขณะเดียวกันมุ่งมั่นที่จะลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 นัยว่าในอนาคตรายได้ของคนไทยจะเฉลี่ยสูงขึ้น 5 แสนบาท/คน/ปี ซึ่งหากทำได้จริงไทยจะเป็นประเทศ “ระดับเสี่ย” ของโลกซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแน่นอนแต่จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฟังแล้วใจฝ่อ ที่กล่
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
หากจะถามว่าคนไทยรวยขึ้นหรือจนลงมากกว่าเดิม ผู้ที่ให้คำตอบได้ดีคงเป็นผู้ที่อ่านคอลัมน์นี้แค่ลองล้วงกระเป๋าหรือดูบัญชีเงินฝาก หากมีสตางค์หรือตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแสดงว่าอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงขึ้น แต่หากตรงข้ามล้วงไปเจอแต่เศษสตางค์กับสลิปบัตรเครดิต เงินในแบงก์เหลือเพียงน้อยนิดเพื่อไม่ให้แบงก์ปิดบัญชี แถมหนี้กลับเพิ่มขึ้น เวลาที่มีหรือสมองควรจะใช้ไปกับการทำมาหากิน แต่กลับไปเสียเวลาหาเงินมาโปะค่าใช้จ่ายที่ติดลบ รวมถึงการผัดผ่อนหนี้
การยกประเด็นนี้มากล่าวถึงเพราะสอดคล้องกับการที่ภาครัฐผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อที่ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศร่ำรวย เห็นได้จากโครงการ บิ๊กโปรเจกต์และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งใน 2-3 ปีข้างหน้าจะใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท เทียบกับงบเรือดำน้ำ 3 หมื่นล้านบาท จิ๊บจ๊อยไปเลย ขณะเดียวกันมุ่งมั่นที่จะลงทุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 นัยว่าในอนาคตรายได้ของคนไทยจะเฉลี่ยสูงขึ้น 5 แสนบาท/คน/ปี ซึ่งหากทำได้จริงไทยจะเป็นประเทศ “ระดับเสี่ย” ของโลกซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน
แต่จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฟังแล้วใจฝ่อ ที่กล่าวว่าประชากรไทยเป็นหนี้มากจนจะต้องเข้ามาคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ ทั้งบัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคล จะผลักดันให้มี “ศูนย์รวมบริหาร-ทวงหนี้ภาคครัวเรือน” มีการกำหนดหลักเกณฑ์การผ่อนปรนการชำระหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ การแก้ต้องดูว่าคนที่เป็นหนี้มากขึ้นเพราะเหตุอะไร คงไม่ใช่โฟกัสเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนอายุน้อยๆ (Gen Y) นอกจากไม่ออมแล้วยังใช้เงินไม่เป็นทำให้เป็นหนี้มาก ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขภาระหนี้ของภาคแรงงานไทย ซึ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 1.31 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 10 ถือว่าสูงสุดในรอบหลายปี
ความยากจนของคนในประเทศสะท้อนจากประชาชนมีรายได้น้อยมาจดทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการของรัฐปีที่แล้วประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งปี 2560 คงใกล้เคียงกัน โดยจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นคนมีรายได้ต่ำ ปีละไม่เกิน 3 หมื่นบาท จากการสำรวจตัวเลขผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 31,728 บาท/คน/ปี มีจำนวนถึง 9.694 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.7 ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะที่มาเลเซียมีคนจนเพียงร้อยละ 4
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีคนเกือบจน (Near Poor) คือมีรายจ่ายไม่พอกับรายรับ เป็นหนี้สินท่วมตัว มีจำนวนประมาณ 5.634 ล้านคน สอดคล้องกับการเปิดเผยของธนาคารโลกที่ผ่านมา ระบุว่าคนไทย
มีจำนวนคนจนมากขึ้นและจัดอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงและมีปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว ถึงตรงนี้คงรู้คำตอบแล้วว่าประเทศเราอยู่สถานะอย่างไร
ที่กล่าวมาคงไม่ใช่บอกว่าเป็นความผิดของใคร เพียงแค่อดเป็นห่วงการพัฒนาประเทศแบบสุดโต่ง อยากให้เห็นภาพว่าสังคมไทยแท้ๆ มีความเปราะบางมากเพียงใด คนด้อยโอกาสและธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนที่สูง ขณะที่แรงงานในระบบครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับประถมและต่ำกว่า อีกทั้งอยู่ในช่วงวัยกลางคนไปถึงจะเข้าสู่วัยชรา
การมองแต่ตัวเลขขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต้องนำปัจจัยอื่นๆ มาประกอบด้วย เช่น การใช้ทรัพยากรของประเทศคุ้มค่าหรือไม่ อย่าให้ความมั่งคั่งไปกระจุกตัวที่กลุ่มทุนใหญ่ๆ ซึ่งมีเพียงน้อยนิด แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่ได้อะไรเลยนอกจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น หากจีดีพีขยายตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ประชากรของประเทศมีความยากจนมากขึ้น แถมลูกหลานต้องแบกภาระหนี้ของประเทศ และหรือการเช่าที่ดินของต่างชาติเอาไปถือครองได้เกือบร้อยปีตรงนี้คงไม่ดีแน่
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ดูเหมือนว่ามีแนวโน้มการฟื้นตัวคงต้องให้เครดิตรัฐบาล แต่คงประมาทไม่ได้เพราะองค์กรระดับโลกหลายแห่งมีความเห็นว่าเศรษฐกิจโลกอาจไม่ฟื้นตัวได้ตามที่คาด ไส้ในของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากการบริโภคเดือน มี.ค. ขยายตัวแบบติดดิน (ร้อยละ 0.1) การลงทุนของเอกชนยังนิ่งจนภาคเอกชนเองออกมาโวยวายว่าการลงทุนของบีโอไอติดลบต่อเนื่อง 3-4 ปี แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายออกมาโต้ว่าการลงทุนของรัฐจะสนับสนุนอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งขอติงว่าจะไปอุตสาหกรรม 4.0 คงมีเฉพาะทุนใหญ่กับต่างชาติที่จะเข้าถึงโอกาส แต่ควรส่งเสริมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนไทยให้คู่ขนานกันไปด้วย
ที่กล่าวทั้งหมดเป็นเพียงข้อกังวลของคนตัวเล็กๆ เพราะในอดีตปัญหาของประเทศไทยทุกรัฐบาลแทบไม่ทำอะไรที่เป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวเพราะสาละวนแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีเสถียรภาพทำได้ทุกอย่าง มีโครงการลงทุนใหญ่ๆ ทำมากกว่าที่ภาคเอกชนจะคาดถึงด้วยซ้ำ โครงการส่วนใหญ่จะเห็นผลต้องใช้เวลาระยะยาว ถึงตอนนั้นคนคิด-คนทำคงไม่อยู่ ในทางธุรกิจการลงทุนมีทั้งได้และเสี่ยง ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะโจทย์อนาคตเปลี่ยนถึงจะคิดในวันนี้ดีเท่าไรก็พลาดได้ หากเป็นไปตามแผนก็รวยอู้ฟู่ แต่กลับกันการลงทุนหนักๆ หากพลาดไม่เป็นไปตามเป้าทุกอย่างไม่เหลือ ในระดับประเทศก็คงไม่ต่างกัน
เข้าใจได้ว่าเจตนาของรัฐต้องการให้ประเทศมั่นคงและมั่งคั่งด้วยการยกระดับรายได้ของประชาชนให้เป็นผู้มีรายได้สูง แต่ไม่ควรทุ่มหมดตัว รอให้คนอื่นทำบ้างคงไม่เสียหาย ที่สำคัญการลงทุนของรัฐต้องมีมาตรการให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส รวยแล้วต้องแบ่งเฉลี่ยกัน อย่าให้ไปกระจุกตัว ต้องรวยไปด้วยกัน...นะครับ







