
จำกัดหนี้เจนวาย ธปท.จัดให้เพื่ออนาคต
โดย...พรสวรรค์ นันทะจากความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายสูงเกินรายได้ ก่อหนี้เร็วตั้งแต่อายุยังน้อย แถมส่ออาการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนยุคใหม่ หรือเจนวาย ที่มีอายุประมาณ 19-37 ปี ถือเป็นสัญญาณอันตรายอีกอย่างของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าหากเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญ ธปท.จะไม่ส่งสัญญาณรวมถึงไม่ออกแนวนโยบายในด้านต่างๆ มาดูแลเป็นระยะๆ มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การพยายามหาช่องทางความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการให้ความรู้ความเข้าใจด้านการเงินกระทั่งล่าสุด ธปท.พยายามจะหาช่องทางออกกฎเกณฑ์ เพื่อสกัดกั้นการก่อหนี้เกินตัวของคนไทย รวมถึงเจนวาย โดยเฉพาะหนี้ประเภทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ด้วยการจะกำหนดจำนวนบัตรเครดิตของลูกค้าใหม่ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท มีบัตรได้ไม่เกิน 3 ใบ วงเงินรวมกันไม่เกิน 3 เท่าของรายได้เงินเดือน ซึ่งลดลงจากปัจจุบันที่กำหนดวงเงินให้ 5 เท่า และมีบัตรเครดิตได้ไม่จำกัดจำนวนและไม่จำกัดวงเงินรวมขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลอาจจะปรับเกณฑ์ให้กู้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของรายได้เงินเดือน จาก
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
จากความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายสูงเกินรายได้ ก่อหนี้เร็วตั้งแต่อายุยังน้อย แถมส่ออาการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนยุคใหม่ หรือเจนวาย ที่มีอายุประมาณ 19-37 ปี ถือเป็นสัญญาณอันตรายอีกอย่างของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
หากเรื่องนี้ไม่มีความสำคัญ ธปท.จะไม่ส่งสัญญาณรวมถึงไม่ออกแนวนโยบายในด้านต่างๆ มาดูแลเป็นระยะๆ มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การพยายามหาช่องทางความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการให้ความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน
กระทั่งล่าสุด ธปท.พยายามจะหาช่องทางออกกฎเกณฑ์ เพื่อสกัดกั้นการก่อหนี้เกินตัวของคนไทย รวมถึงเจนวาย โดยเฉพาะหนี้ประเภทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ด้วยการจะกำหนดจำนวนบัตรเครดิตของลูกค้าใหม่ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท มีบัตรได้ไม่เกิน 3 ใบ วงเงินรวมกันไม่เกิน 3 เท่าของรายได้เงินเดือน ซึ่งลดลงจากปัจจุบันที่กำหนดวงเงินให้ 5 เท่า และมีบัตรเครดิตได้ไม่จำกัดจำนวนและไม่จำกัดวงเงินรวม
ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลอาจจะปรับเกณฑ์ให้กู้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของรายได้เงินเดือน จากปกติที่สถาบันการเงินผู้ให้กู้ทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทผู้ประกอบธุรกิจปล่อยกู้ที่มิใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์)
เนื่องจาก ธปท.ต้องการดูแลให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายตามความจำเป็นเป็นหลัก มากกว่าจะมุ่งใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าที่เกินความจำเป็น เพราะการใช้จ่ายเกินจำเป็นอาจกลายเป็นปัญหาของผู้บริโภคมีหนี้สินล้นพ้นตัว และเสี่ยงจะกลายเป็นเอ็นพีแอลจนสร้างปัญหาให้กับระบบเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในอนาคตได้
ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์บางแห่งระบุว่า การออกบัตรเครดิตใบใหม่ที่ออกมาในแต่ละปีนั้น พบว่าคนเจนวายเป็นเจ้าของบัตรกว่า 1 ล้านใบ/ปี คิดเป็นกว่าครึ่งหรือเกิน 50% เพราะแนวทางการหาลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจมักจะมุ่งขยายธุรกิจหรือออกบัตรใบใหม่ให้ผู้ที่ทำงานใหม่ที่อยู่ในกลุ่มคนเจนวายและผู้มีรายได้สูงกว่า 5 หมื่นบาท/เดือนเป็นสำคัญ
ที่สำคัญยอดใช้จ่ายผ่านบัตรของคนเจนวายยังสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-1 หมื่นบาท/คน/เดือน นอกจากนี้กลุ่มคนเจนวายที่อายุ 29-35 ปี ยังใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1-1.5 หมื่นบาท/คน/เดือน มากกว่ากลุ่มคนเจนวายที่มีอายุน้อย 20-30 ปีอีกด้วย
คำถามคือ ทำไมจะเป็นคนในเจนวายที่ ธปท.เห็นว่าต้องใช้ระเบียบใหม่แก้ไขพฤติกรรมการใช้จ่าย
การที่ ธปท.โฟกัสไปที่กลุ่มนี้มีเหตุผล นั่นเพราะจากการสำรวจและติดตามพฤติกรรมการใช้สินเชื่อบุคคลของคนกลุ่มนี้พบว่า กลุ่มเจนวายซื้อของง่ายอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะพึงพอใจก็ยอมจ่ายเงินง่ายๆ โดยยอมจ่ายหนี้ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายได้ 10% คนกลุ่มนี้จะจ่ายเพียงขั้นต่ำในขณะที่เงินต้นยังคงอยู่และดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล 15-20% ก็จะไปเพิ่มมูลหนี้ให้มากขึ้น ในที่สุดแล้วก็จะชักหน้าไม่ถึงหลัง
ที่สำคัญคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายของธนาคารพาณิชย์ที่จะขยายตลาดสินเชื่อลูกค้าบุคคลไปให้ เพราะกำลังเริ่มมีรายได้เป็นตลาดใหม่ที่ต้องเจาะเข้าไป หากเริ่มมีเครดิตเสียตั้งแต่อายุยังน้อย ในอนาคตหากต้องการที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หรือต้องการเงินกู้ไปเป็นทุนสำหรับทำธุรกิจ ก็จะไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินในระบบได้เลย เพราะชื่อไปติดบัญชีดำของบริษัทข้อมูลเครดิตเสียก่อน
ฉะนั้น คนกลุ่มนี้จึงน่าเป็นห่วงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผู้ใหญ่และรู้จักการรักษาเครดิตของตัวเองแล้ว
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ปัจจุบันพบว่าประชาชนบางกลุ่มมีหนี้เกินตัว รวมถึงมีเจ้าหนี้หลายราย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนจะต้องประกอบด้วยหลายมิติ มิติแรก คือ ประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการจะต้องมีความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ และการใช้บริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีวินัยในการวางแผนทางการเงิน มิติที่สอง สถาบันการเงินจะต้องมีความรับผิดชอบในการให้บริการทางการเงินที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกรายงานระบุว่า แนวทางการควบคุมสินเชื่อบุคคลของ ธปท. สะท้อนความตั้งใจในการดูแลการก่อหนี้ของประชากรในกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่จะขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ อันจะช่วยตีกรอบการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า โดยปัจจุบันเจเนอเรชั่นวายมีจำนวนประมาณ 14 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% ของประชากรไทยทั้งหมด
ทั้งนี้ หากดูจากสินเชื่อประเภทที่ไม่มีหักประกันอย่างสินเชื่อส่วนบุคคล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. สิ้นเดือน มี.ค.ปีนี้ มีจำนวนผู้ใช้บัญชีสินเชื่อทั้งระบบ 12.23 ล้านบัญชี มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.31 แสนล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 9,844 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตมีจำนวนบัตรทั้งระบบรวม 19.6 ล้านใบ มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.33 แสนล้านบาท มีเอ็นพีแอลรวม 9,859 ล้านบาท
ดูจากยอดหนี้ 2 ประเภทข้างต้นยังมีหนี้รวมกันถึง 6 แสนกว่าล้านบาทแล้ว ยังไม่รวมหนี้จากการกู้เพื่อที่อยู่อาศัย บ้านหรือคอนโดมิเนียม รถยนต์ และอื่นๆ อีก ฉะนั้นหากปล่อยให้หนี้ประเภทนี้ที่คนยุคใหม่เข้าถึงได้ง่าย กู้ง่าย ได้ไว เพราะยุคนี้เทคโนโลยีการเงิน หรือ ฟินเทคมีความสะดวก สามารถกู้ได้กระทั่งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ทำให้ได้รับความนิยมสูงจากคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้หนี้เหล่านี้ขยายตัวได้ดี
สิ่งที่ ธปท.ดำเนินการนั้น เป็นการทำเพื่อรักษาเครดิตให้คนเจนวาย ซึ่งอาจจะไม่ได้รับความสะดวกในเบื้องต้น แต่ในอนาคตคนกลุ่มนี้จะขอบคุณ ธปท. และสถาบันการเงินต่างๆ ที่ช่วยทำให้อนาคตสวยงามเหมือนที่คาดหวัง
สิ่งที่ประเทศจะได้ทางอ้อมจากการจำกัดหนี้คนเจนวายก็คือ หนี้ครัวเรือนที่ไม่เพิ่มสูงจนน่าเป็นห่วง จนเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไม่ให้เดินหน้าไปไหนได้







