
แกะรอยคัมภีร์โยคีเฉิน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระพุทธศาสนาแบบมนตรยาน หรือวัชรยาน แพร่ไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าในจีน
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระพุทธศาสนาแบบมนตรยาน หรือวัชรยาน แพร่ไปถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าในจีนจากเดิมจำกัดอยู่เฉพาะในราชสำนักชิง ส่วนชาวบ้านมักนับถือนิกายสุขาวดีหรือนิกายฌาน คงเพราะบ้านเมืองลุกเป็นไฟ คนอาจตายได้ทุกเมื่อ ทำให้ต่างแสวงหาที่พึ่งทางใจกันมาก นิกายมนตรยานดูเหมือนจะเข้าถึงมหาชนได้ง่ายกว่า เพราะมุ่งไปในทางแคล้วคลาดเป็นพื้นก่อน พอรอดตายแล้ว ทำจิตทำใจให้สงบได้ค่อยมุ่งไปในทางปัญญา
ก่อนจะเข้าเรื่องขออธิบายก่อนว่า นิกายสุขาวดี หรือจิ้งถู่จง (&>0928;&>2303;&>3447;) หมายถึงนิกายที่สอนให้ผู้ปฏิบัติสวดพระนามพระอมิตาภพุทธเจ้าทุกขณะจิต เพื่อที่จะไปเกิดในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นต่อไป เพราะโลกเรานี้วุ่นวายสับสน ไม่เอื้อแก่การปฏิบัติธรรม นิกายนี้เรียนง่าย ปฏิบัติง่าย เป็นที่นิยมในหมู่มหาชนชาวจีน
ส่วนนิกายฌาน หรือฉานจง (&&1146;&>3447;) หรือที่ญี่ปุ่นออกเสียงว่าเซน เน้นการปฏิบัติสมาธิภาวนา เคี่ยวกรำกายและจิตอย่างเข้มข้น จึงไม่เหมาะกับมหาชน แต่เหมาะกับผู้ที่มีความปรารถนาในทางธรรมสูง
ทั้งสองนิกายนี้แม้นแตกต่างสุดขั้ว แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง สถาบันสงฆ์ได้รวมแนวทางปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียว ทำให้การปฏิบัติธรรมของมหาชนลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ในกาลต่อมาแผ่นดินจีนเริ่มเสื่อมถอยลง เกิดสงครามบ่อยครั้ง แม้แต่การภาวนาแบบสุขาวดีก็เอาไม่อยู่ เพราะขวัญกำลังใจผู้คนถดถอยมาก
นี่เองที่ทำให้นิกายมนตรยาน/วัชรยานแบบทิเบตเริ่มเป็นที่นิยม เพราะเล็งผลเร็วกว่า เกี่ยวพันกับอิทธิปาฏิหาริย์เฉพาะหน้ามากกว่า
ในยุคนั้นมีคณาจารย์ทิเบตมาเผยแพร่ธรรมในจงหยวนหลายท่าน มีศิษย์ชาวฮั่นหลายระดับตั้งแต่ระดับคนเดินดินจนถึงคนใหญ่คนโตในรัฐบาลก๊กมินตั๋ง หนึ่งในชาวฮั่นที่ประสบความสำเร็จในสายวัชรยานคนหนึ่งคือท่านเฉินเจี้ยนหมิน(&&8515;&>0581;&>7665;) หรือโยคีเฉิน (Yogi Chen)
โยคีเฉินเดิมเป็นครูธรรมดาๆ แต่เพราะพบพานความยากลำบากในช่วงสงครามจึงเล็งเห็นว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ ท่านจึงเข้าทางธรรม ศึกษาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ฝ่ายอนุยาน มหายาน ศึกษาพระไตรปิฎก 4 ฉบับจนปรุโปร่ง โดยเป็นศิษย์พระเถระไท่ซวี (&>2826;&&4395;) ผู้นำการปฏิรูปพระพุทธศาสนา กระทั่งมอบตัวเป็นศิษย์เกจิอาจารย์ชาวทิเบตสายต่างๆ ถึง 37 ท่าน จึงมีความรอบรู้ด้านปฏิบัติธรรมของพุทธศาสน์แขนงต่างๆ มีประสบการณ์ลึกล้ำมากมาย และได้รับการยอมรับจากผู้นำนิกายในทิเบต โดยเฉพาะนิกายกัรมปะ ดูท่านจะมีความเกี่ยวพันเป็นพิเศษ
ยุคอันคับแค้นและมีความตายจ่อคอหอย มักสร้างอัจฉริยะด้านศาสนา ท่านเฉินเจี้ยนหมินก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะยุคสงคราม จะตายเมื่อไรใครจะรู้ได้ (แม้แต่ยุคสันติเองก็ตาม) อย่างที่ท่านยกคำสอนของพระฌานาจารย์เหวินเหยี่ยนสมัยราชวงศ์ถัง ในหนังสือ “ประภาคารส่องมหาสมุทรฌาน”(&&1146;&>8023;&>2612;&>9128;) เอาไว้ว่า
“รีบเข้า! รีบเข้า! เวลาไม่คอยท่าใคร หายใจเข้า จะได้หายใจออกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะปลดปล่อยจงหยวน ในปี 1948 ท่านสละทางโลกเต็มตัว ไปปฏิบัติธรรมตามถ้ำตามเทือกเขาหิมวันต์ที่เมืองกาลิมปง ประเทศอินเดีย คนทั่วไปเรียกท่านว่าโยคีเฉิน กระทั่งในปี 1972 จึงย้ายไปที่สหรัฐ โดยการเชื้อเชิญของ “บุคคลลึกลับ” ท่านหนึ่ง จนกระทั่งละสังขารในปี 1987 ตลอดชั่วชีวิตของท่านเขียนหนังสือนับร้อยเล่ม
เล่มที่เห็นในภาพคือหนึ่งในชุดธรรมบรรยายเรื่องมนตรยาน มีทั้งการปฏิบัติอภิเษก การประกอบโหมะ เกร็ดธรรมต่างๆ ผมไปช่วยระบุอัตลักษณ์หนังสือที่ห้องสมุดแห่งหนึ่ง เจอเข้าจึงเรียบเรียงเป็นชุดเดียวทั้งหมด ชุดนี้เข้าเล่มแบบจีน หน้าปกเป็นผ้าแพร เขียนชื่อเรื่องด้วยอักษรจ้วนซู หรืออักษรตราประทับงดงามมาก หนังสือชุดนี้มีคุณค่าสูงทั้งทางโลกและทางธรรม
หนังสือของท่านโยคีเฉินมีแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ไม่ต้องลำบากอ่านจีนก็ได้ ใครสนใจลองหาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ต แต่ที่สมควรอ่านคืองานเขียนเรื่องนิกายฌาน (นิกายเซน) ซึ่งเข้าถึงง่ายกว่าเรื่องมนตรยาน เรื่องมนตรยานนั้นลี้ลับน่าค้นหา แต่ถ้าภูมิธรรมไม่ถึงจะงุนงงจนสบประมาทธรรมเอาง่ายๆ
ประสบการณ์ทางธรรมของท่านโยคีเฉิน ผมเองยังไม่อยากจะเขียน เพราะคนไม่เชื่อก็มาก เคยเขียนไปแล้วคนสบประมาททั้งผู้แสดงฤทธิ์และผู้เขียนเองก็มาก หากใครสนใจไปสืบค้นเอาเองเถิด ให้สมกับความเป็น “มนตรยาน” ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “คุยหยาน” ที่แปลว่า ยานลับ เพราะบางเรื่องควรปิดลับสำหรับคนที่ภูมิธรรมไม่ถึง
ศิษย์ของโยคีเฉินไม่เรียกท่านว่าโยคี แต่เรียกท่านว่า สิทธา อนึ่งคำว่า โยคีนั้นแปลว่า ผู้ปฏิบัติโยคะ ซึ่งไม่ได้หมายถึงโยคะที่เล่นกันตามฟิตเนส แต่หมายถึงผู้มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม อย่างที่ในสมัยก่อนเรียกว่า พระโยคาวจร
ส่วนคำว่า สิทธา มีนัยเป็นสุดยอดของโยค เพราะคำคำนี้หมายถึงผู้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุขั้นสูงในทางมนตรยาน คล้ายกับคำว่า “นักสิทธวิทยาธร” ในตำราโบราณของไทยเรา เพียงแต่คำหลังค่อนข้างจะหมายถึงนักเล่นแร่แปรธาตุ เรียนมนต์คาถามากกว่าผู้แสวงหามรรคผลเพื่อการหลุดพ้น
เคยมีผู้ถามผมว่า คำว่า “สิทธา” คืออะไรกันแน่ ผมตอบไปง่ายๆ ว่า หมายถึงผู้สำเร็จ (สิทธิ) ในทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายมนตรยาน
แต่คำอธิบายนั้นเป็นเพียงการอธิบายคร่าวๆ สำหรับคนทั่วไปก็เกรงว่าจะไม่เข้าใจ ต่อมาเห็นภาษาจีน เลยนึกขึ้นได้ว่า สิทธาในภาษาจีน คือ ต้าเฉิงจิ้วเจ่อ (&>2823;&>5104;&>3601;&&2773;) แปลว่า ผู้สำเร็จอันยิ่งใหญ่
คำว่า เฉิงจิ้ว แปลว่า ความสำเร็จโดยทั่วๆ ไป เช่น เรียนสำเร็จหรือการงานสำเร็จสมปรารถนา แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้ว ความสำเร็จที่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การเห็นทุกข์และปฏิบัติ (ทำโยคะ) ให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ต่างหากจึงจะเรียกว่า “ประสบความสำเร็จ”
ความที่ท่านโยคีเฉินเป็นฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม ท่านจึงแสดงธรรมโยงวิถีฆราวาสได้ลึกซึ้ง และได้เขียนอุปมาการปฏิบัติธรรมขั้นต่างๆ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จที่แท้จริงไว้ ดังนี้
1.เห็นทุกข์แล้วก็เหมือนมีเงินสะสมไว้มากพอ
2.นำเงินนั้นไปซื้อที่ดิน คือการสละทางโลก
3.ใช้วินัย (และศีล) เป็นกำแพงล้อมที่ดินผืนนั้น
4.ค่อยปลูกเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งความรู้แจ้ง หรือโพธิจิต
5.รดน้ำให้ชุ่มเย็นด้วยความเมตตาการุณย์
6.ประคบประหงมด้วยสมาธิภาวนา
7.จนดอกไม้แห่งปัญญาผลิบาน







