
ยุทธศาสตร์ พลังงานหมุนเวียนอาเซียน
ภูมิภาคอาเซียนมีการเพิ่มขึ้นของประชากร และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นจาก 615 ล้านคน
โดย...ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ [email protected]
ภูมิภาคอาเซียนมีการเพิ่มขึ้นของประชากร และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นจาก 615 ล้านคน ในปี 2557 เป็น 715 ล้านคน ในปี 2568 ส่วนเศรษฐกิจคาดว่าจะเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี
ความต้องการพลังงานจึงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมากตามไปด้วย โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงปี 2557-2568
ทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความยั่งยืนให้ได้ 23% ของการใช้พลังงานในปี 2568 เมื่อเทียบกับการใช้อยู่ 9.4% ในปี 2557 ซึ่งหมายถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่จะต้องเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าตัวจากปัจจุบัน
หากพิจารณาแผนการพัฒนาพลังงานของแต่ละประเทศที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน รวมทั้งแนวโน้มการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในแต่ละประเทศ น่าจะไม่สามารถพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ เนื่องจากคาดว่าจะพัฒนาพลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่ได้ประมาณ 16-17% ในปี 2568 เท่านั้น
ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนไม่มีทรัพยากรพลังงานฟอสซิล ซึ่งได้แก่น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ มากเพียงพอกับความต้องการพลังงานที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากไม่ปรับปรุงแผนการพัฒนาพลังงาน จะทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระทบกับความมั่นคงทางพลังงาน
นอกจากนี้ จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานเพิ่มขึ้น 61% หรือมีการปล่อยในปี 2568 สูงถึง 2,200 ล้านตัน/ปี รวมทั้งต้นทุนภายนอกของมลพิษทางอากาศจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มขึ้น 35% จาก 5.7 ล้านล้านบาท/ปี เป็น 7.7 ล้านล้านบาท/ปี ในช่วงปี 2557-2568 โดยเฉพาะผลกระทบในเขตเมืองที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทางกระทรวงพลังงานของไทย ทั้งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงได้เข้าร่วมกระบวนการศึกษาขององค์กรพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) และศูนย์พลังงานของอาเซียน (ACE) ที่จะวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Outlook for ASEAN) ให้บรรลุเป้าหมาย 23% ที่อาเซียนได้กำหนดไว้
ผลการศึกษาได้เสนอทั้งการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อการผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้โดยตรงในภาคอุตสาหกรรม อาคาร และครัวเรือน ทั้งการผลิตความร้อน การหุงต้ม รวมทั้งการขนส่งด้วย
โดยแนวโน้มภาพรวมของโลก การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เป็นพลังงานหมุนเวียนมากกว่าพลังงานฟอสซิลและนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว เนื่องจากต้นทุนที่ลดลงเรื่อยๆ รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภายในปี 2568 ประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในต้นทุนที่เท่ากับหรือถูกกว่าไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือนิวเคลียร์
ดังนั้น ในภาคการผลิตไฟฟ้า กำลังผลิตของพลังงานหมุนเวียนควรเพิ่มขึ้นจาก 5.1 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2557 เป็น 1.84 แสนเมกะวัตต์ ในปี 2568 ซึ่งจะคิดเป็น 43% ของกำลังผลิตทั้งหมด และจะมีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้า 34% หรือ 4.1 แสนล้านหน่วย/ปี
โดยมีข้อเสนอให้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ทั้งชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ลม พลังน้ำขนาดเล็ก ความร้อนใต้พิภพ แต่พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นสัดส่วนมากที่สุดเกือบ 6 หมื่นเมกะวัตต์
สำหรับภาคการขนส่ง นอกจากการพัฒนาน้ำมันชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอลเพิ่มมากขึ้นแล้ว มีข้อเสนอให้พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าทั้งสองล้อและสามล้อ โดยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 59 ล้านคัน และรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้ออีกประมาณ 5.9 ล้านคัน ในปี 2568
ในภาคอาคารและครัวเรือน การใช้พลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่เพื่อการหุงต้มจะทดแทนเตาฟืนเตาถ่านแบบดั้งเดิม ด้วยเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง 12.5 ล้านเตา ก๊าซชีวภาพเพื่อการหุงต้ม 2.5 ล้านระบบ และเตาหุงต้มด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพอีก 0.4 ล้านเตา รวมทั้งการพัฒนาที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความร้อน เช่น การทำน้ำร้อน เป็นต้น
สำหรับภาคส่วนสุดท้ายคือ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานมากที่สุด สามารถพัฒนาพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพเพื่อการผลิตความร้อนในกระบวนการอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบผลิตร่วมความร้อนและไฟฟ้า (Cogene ration) รวมทั้งโอกาสการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในโรงงาน เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือแสงอาทิตย์
การวิเคราะห์ต้นทุนของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว พบว่าการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันให้บรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 23% ในปี 2568 จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.67 บาท/หน่วย เนื่องจาก 60% ของพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ที่เสนอมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว มีเพียง 40% ที่จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจะมากกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงมีความคุ้มค่าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุและของเสีย การจ้างงาน การสร้างรายได้ในท้องถิ่น และลดภาระการนำเข้าเชื้อเพลิงและพลังงาน รวมทั้งประโยชน์อื่นๆ อีกหลายด้าน
ถ้าหากวิเคราะห์ต้นทุนภายนอกของมลพิษอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยแล้ว ประโยชน์จะสูงกว่าต้นทุนอย่างน้อย 10-50 เท่าเลยทีเดียว
สำหรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในพลังงานหมุนเวียน ควรมีการเปลี่ยนแปลงการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน มาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนแทน ตัวอย่างเช่นกรณีของประเทศไทย ควรปรับเปลี่ยนการลงทุนประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ มาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2568
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ข้อเสนอเชิงนโยบายและการดำเนินการ จำเป็นต้องมีความเหมาะสมกับสภาพบริบทของแต่ละประเทศ จึงไม่มีข้อเสนอเพียงชุดเดียวสำหรับทั้งภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม สามารถจัดกลุ่มข้อเสนอเชิงนโยบายและการดำเนินการได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ การพัฒนาระบบพลังงานในอาเซียนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน การขยายระบบสนับสนุนต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ให้พลังงานหมุนเวียนสามารถเติบโตได้มากยิ่งขึ้นอีก ทั้งในการผลิตไฟฟ้า ความร้อน การหุงต้ม และการขนส่ง
นอกจากนี้ ควรสร้างตลาดพลังงานชีวภาพในระดับภูมิภาคที่เชื่อถือได้และมีความยั่งยืน รวมทั้งแก้ไขปัญหาความท้าทายในด้านข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนที่มีความทันสมัยและเป็นปัจจุบัน หรือแนวทางการพัฒนาและโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ประสบความสำเร็จ







