
ญี่ปุ่นไม่วางใจเยน เอกชนมองกำไรลบ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์แม้ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นตัวแรง และทำให้บางบริษัทมีผลประกอบการที่ดีไปด้วย แต่ปัจจัยที่คอยฉุดหรือดึงผลกำไรของเอกชนแห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง “ค่าเงินเยน” ก็ยังคงไม่สามารถวางใจได้เต็มที่ 100% โดยเฉพาะเมื่อมีนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คอยปั่นป่วน และความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างภัยคุกคามเกาหลีเหนือ ก็ยังไม่หายไปไหนความไม่มั่นใจดังกล่าวยังมาพร้อมกับช่วงที่บริษัทญี่ปุ่นเก่าแก่ ซึ่งยากหาใครมาทดแทน กำลังประสบปัญหาค่าเงินเยนได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้มักแข็งค่าขึ้นยามที่ทั่วโลกเผชิญความผันผวนหรือไม่แน่นอน และทำให้หลายบริษัทเริ่มไม่แน่ใจต่อผลประกอบการในปีงบประมาณนี้ เริ่มต้นเดือน เม.ย. 2017-มี.ค. 2018หลายบริษัทดังกล่าวรวมไปถึงผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลกอย่าง โตโยต้า มอเตอร์ คาดการณ์ผลกำไรสุทธิในปีงบประมาณ 2017 จะปรับลง 18.1% เป็น 1.5 ล้านล้านเยน (ราว 4.5 แสนล้านบาท) จากการคำนวณค่าเงินเยนเอาไว้ที่ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าระดับราว 114 เยน/เหรียญสหรัฐ ในปัจจุบันมาก ไม่เพียงเท่านั้น ผลกำไรสุทธิที่คาดจะลดลงดังกล่าวยังจะต่อเนื่องจากปี
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
แม้ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นตัวแรง และทำให้บางบริษัทมีผลประกอบการที่ดีไปด้วย แต่ปัจจัยที่คอยฉุดหรือดึงผลกำไรของเอกชนแห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง “ค่าเงินเยน” ก็ยังคงไม่สามารถวางใจได้เต็มที่ 100% โดยเฉพาะเมื่อมีนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คอยปั่นป่วน และความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างภัยคุกคามเกาหลีเหนือ ก็ยังไม่หายไปไหน
ความไม่มั่นใจดังกล่าวยังมาพร้อมกับช่วงที่บริษัทญี่ปุ่นเก่าแก่ ซึ่งยากหาใครมาทดแทน กำลังประสบปัญหา
ค่าเงินเยนได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้มักแข็งค่าขึ้นยามที่ทั่วโลกเผชิญความผันผวนหรือไม่แน่นอน และทำให้หลายบริษัทเริ่มไม่แน่ใจต่อผลประกอบการในปีงบประมาณนี้ เริ่มต้นเดือน เม.ย. 2017-มี.ค. 2018
หลายบริษัทดังกล่าวรวมไปถึงผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นและของโลกอย่าง โตโยต้า มอเตอร์ คาดการณ์ผลกำไรสุทธิในปีงบประมาณ 2017 จะปรับลง 18.1% เป็น 1.5 ล้านล้านเยน (ราว 4.5 แสนล้านบาท) จากการคำนวณค่าเงินเยนเอาไว้ที่ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าระดับราว 114 เยน/เหรียญสหรัฐ ในปัจจุบันมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ผลกำไรสุทธิที่คาดจะลดลงดังกล่าวยังจะต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2016 ที่ผ่านมา ที่ผลกำไรลดลงถึง 20.8% เป็น 1.83 ล้านล้านเยน (ราว 5.4 แสนล้านบาท) ขณะที่ผลกำไรจากการดำเนินงานปรับลง 19.8% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่โตโยต้าเผชิญผลกำไรที่ลดลง โดยระบุว่า สาเหตุหลักมาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าเกินไป
โตโยต้าไม่ใช่ค่ายรถเจ้าเดียวที่เห็นไปในทิศทางดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ค่ายรถเบอร์ 3 ของญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า คาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานจะลดลง 16% สำหรับปีงบประมาณ 2017 คำนวณจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าอยู่ราว 105 เยน/เหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับซูบารุ ค่ายรถยนต์ที่คาดการณ์ผลกำไรจะลดลงเล็กน้อย หลังลดฮวบไป 27% เมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมา
ความกังวลในค่าเงินเยนแข็งค่ายังแพร่กระจายไปทั่วเอกชนรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า บริษัทมากถึง 37 แห่ง นับถึงวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ตั้งค่าเงินเยนสำหรับคำนวณผลกำไรเอาไว้ที่ 105 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปีงบประมาณที่แล้วที่ 108 เยน/เหรียญสหรัฐ
นอกเหนือจากความกังวลด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การค้าโลกยังคงอยู่บนความไม่แน่นอนอย่างมากนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขึ้นรับตำแหน่ง และดำเนินมาตรการทางการค้าโดยสอบคู่ค้าทั้งหมด 16 ชาติ ที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐขาดดุลด้วยมากกว่า 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการสอบสวนการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศว่า กระทบกับความมั่นคงหรือไม่ เช่น เหล็กที่ใช้ในการสร้างยานพาหนะทางทหาร โดยหากพบการนำเข้าดังกล่าวมีการกระทบต่อความมั่นคง ประธานาธิบดีจะมีอำนาจตามกฎหมายของสหรัฐออกมาตรการจำกัดการนำเข้าได้ทันที ซึ่งญี่ปุ่นเป็นพ่อค้าอันดับ 2 รองจากจีน
“พวกเรากังวลอย่างมากต่อลัทธิปกป้องการค้าของทรัมป์ แม้พวกเราจะเห็นท่าทีที่อ่อนลงแล้วในบางประเด็นจากการเข้าใจสภาพความเป็นจริงในขณะนี้” โคเซย์ ชินโด ประธานสมาคมเหล็กและแร่เหล็กญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังทรัมป์มีคำสั่งไปยังกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว
เอกชนของญี่ปุ่นไม่ได้แข็งแกร่งเช่นแต่ก่อนบนเวทีโลก โดยเอกชนเก่าแก่รายใหญ่สองแห่งจากภาคส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง ชาร์ป คอร์ป และโตชิบา คอร์ป กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ที่อาจต้องจบลงด้วยการให้รัฐบาลเข้ามาหาทางอุ้ม
สำหรับในรายแรกนั้น ชาร์ปเผชิญกับการแข่งขันสูงหลังเข้าไปทุ่มลงทุนผลิตหน้าจอ LCD จนทำให้ขาดทุนมากถึง 2.2 แสนล้านเยน (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2014 และต้องรับเงินช่วยเหลือจากธนาคาร 2 แสนล้านเยน (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ในปี 2015 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองในรอบ 3 ปี ที่รับเงินช่วยเหลือ แต่แล้วก็ยังไม่สามารถกลับตัวได้ จนต้องตัดสินใจขายกิจการให้กับบริษัทต่างชาติอย่างฟ็อกซ์คอนน์ (หงไห่) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวันไปในที่สุด
ขณะที่ในรายที่สอง บริษัทอายุ 142 ปีอย่างโตชิบา ขาดทุนจากธุรกิจนิวเคลียร์ในสหรัฐอย่างมหาศาล แต่กลับปกปิดการขาดทุนดังกล่าวเอาไว้ด้วยการตกแต่งบัญชีมานานถึง 7 ปี จนเรื่องแดงออกมาในปี 2015 ทำให้บริษัทอยู่ในภาวะระส่ำระสายข้ามปี และจำต้องเอาธุรกิจผลิตชิปที่เป็นดาวรุ่งออกมาขายทอดตลาด โดยมีฟ็อกซ์คอนน์ที่จับมือกับ แอปเปิ้ล อิงค์ เสนอตัวเข้าซื้อกิจการดังกล่าวอีก
แม้ในการเสนอเข้าซื้อดังกล่าว แอปเปิ้ลและฟ็อกซ์คอนน์จะยังคงให้สิทธิการบริหารจัดการกับโตชิบาอย่างเต็มที่ ทว่า การเข้าซื้อของบริษัทต่างชาติเคยทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นวิตกว่า จะทำให้บริษัทเทคโนโลยีตกไปอยู่ในเงื้อมมือต่างชาติ อย่างที่เคยพยายามให้กองทุนบรรษัทเครือข่ายนวัตกรรมแห่งญี่ปุ่น (ไอเอ็นซีเจ) เข้าเสนอซื้อชาร์ป แข่งกับฟ็อกซ์คอนน์มาแล้ว แต่ก็พ่ายไปในที่สุด
ในขณะที่บริษัทใหญ่สองแห่งข้างต้นกำลังย่ำแย่ เทรนด์บริษัทสตาร์ทอัพก็เพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่ในญี่ปุ่น และต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะขึ้นมาโดดเด่นเป็น “ม้ายูนิคอร์น” หรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)
จากข้อมูลของเจแปน เวนเจอร์ รีเสิร์ช พบว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมา ยอดการร่วมทุนปรับขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 2.76 แสนล้านเยน (ราว 8 หมื่นล้านบาท) จากเฉลี่ย 5 หมื่นล้านเยน (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แต่ยังคงน้อยกว่ายอดการร่วมทุนรายปีของซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนเทคโนโลยีของสหรัฐ ถึง 50 เท่า
“ญี่ปุ่นให้คุณค่ากับการทำงานหนัก แต่การสร้างนวัตกรรมไม่ใช่แค่การทำงานหนักต่อไป โดยนวัตกรรมเกิดขึ้นจากการยอมรับว่ากำลังทำงานหนักมากเกินไป และต้องหาทางที่จะไม่ต้องทำงานหนักนั้น” ยูซึเกะ อาซากุระ หัวหน้าเครือข่ายเพื่อผู้ประกอบการในกรุงโตเกียว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพี และระบุว่า ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าว หากต้องการผลักดันสตาร์ทอัพ
กระนั้น บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งเริ่มออกจากกรอบแนวคิดดั้งเดิมที่ต้องการค้าขายภายในประเทศเพียงอย่างเดียวและมองไปยังตลาดนอกประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น
“เอกชนกำลังลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่อยากจะพบจุดจบอย่างชาร์ปหรือโตชิบา” อากิระ คิตามูระ ประธานบริหารของ เจแปน เวนเจอร์ รีเสิร์ช กล่าว







