
เศรษฐกิจดี แต่เอสเอ็มอียังแย่
โดย...พรสวรรค์ นันทะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้แนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ข้อมูลเศรษฐกิจจริงรวมไปถึงคาดการณ์จากหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ ออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) นี้น่าจะโตที่ 3.6% หรืออาจจะโตได้ถึง 4% จากการเร่งลงทุนโครงการของภาครัฐและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ด้านธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) คาดว่าน่าจะโตเพิ่มจาก 3.2% เป็น 3.4%แต่ถึงแม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะออกมาดีก็ดูเหมือนกำลังซื้อของคนจะยังไม่ขยับขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย เห็นได้จากการบริโภคภาคเอกชนในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเพียง 0.1% ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังขยายตัวติดลบ และมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำที่ 60.3% ภาวะนี้ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังอยู่อย่างยากลำบาก จากปกติที่ทุนน้อยสายป่านสั้น เทคโนโลยีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็สู้รายใหญ่ได้ยากอยู่แล้ว พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทยระบุว่า การขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ทั้งปีน่าจะโตไม่สูง น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% จากเดิมที่เคยโตประมาณ 4-6% ซึ่งในไ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้แนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ข้อมูลเศรษฐกิจจริงรวมไปถึงคาดการณ์จากหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ ออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) นี้น่าจะโตที่ 3.6% หรืออาจจะโตได้ถึง 4% จากการเร่งลงทุนโครงการของภาครัฐและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ด้านธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) คาดว่าน่าจะโตเพิ่มจาก 3.2% เป็น 3.4%
แต่ถึงแม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะออกมาดีก็ดูเหมือนกำลังซื้อของคนจะยังไม่ขยับขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย เห็นได้จากการบริโภคภาคเอกชนในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเพียง 0.1% ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมยังขยายตัวติดลบ และมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำที่ 60.3% ภาวะนี้ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังอยู่อย่างยากลำบาก จากปกติที่ทุนน้อยสายป่านสั้น เทคโนโลยีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็สู้รายใหญ่ได้ยากอยู่แล้ว
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทยระบุว่า การขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ทั้งปีน่าจะโตไม่สูง น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1-2% จากเดิมที่เคยโตประมาณ 4-6% ซึ่งในไตรมาสแรกที่ผ่านมาก็โตที่ระดับ 1-2% ขณะเดียวกันระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ก็ยังต้องพยายามดูแลให้อยู่ที่ระดับ 5% ของสินเชื่อรวม ซึ่งทรงตัวต่อเนื่องมาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะเอสเอ็มอีกลุ่มที่เคยลงทุนไปมากเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว กลุ่มนี้ก็จะลำบากในการชำระคืนหนี้ สถานการณ์หนี้เสียในกลุ่มนี้จึงยังหนักหนาอยู่ แต่กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจไปได้ไม่สต๊อกสินค้ามาก ไม่ลงทุนเพิ่ม ก็ยังถือว่าไปได้ เพราะยังมีเงินมาใช้หนี้กับธนาคารได้
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตได้น้อย ทำให้ธุรกิจรายใหญ่ได้เปรียบในเชิงการแข่งขันมากกว่าเอสเอ็มอีพอสมควรมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ช่วงนี้เอสเอ็มอีเหนื่อยกว่าธุรกิจรายใหญ่มาก ดังนั้นถึงสินเชื่อจะยังขยายตัวได้น้อย แต่ธนาคารก็จะไม่เร่งกระตุ้นให้เอสเอ็มอีใช้เงิน แต่เลือกปล่อยกู้ตามความจำเป็น เพราะหากปล่อยกู้มากเกินไปโดยที่ลูกค้าไม่ต้องการ อาจเกิดการนำเงินใช้ในทางที่ไม่ค่อยเหมาะสมได้
ฉะนั้น ถามว่าเอสเอ็มอีจะปรับดีขึ้นตอนไหน หรือจะกลับมาต้องการใช้สินเชื่อเพื่อนำไปขยายธุรกิจมากขึ้นได้เมื่อไรนั้น ต้องทำให้เศรษฐกิจดีจริงๆ ก่อน โดยเศรษฐกิจดีจริงจีดีพีก็ควรโตที่ระดับ 5% จึงจะเห็นการฟื้นตัวของเอสเอ็มอี
การที่ธนาคารมองว่าธุรกิจเอสเอ็มอียังแย่ เพราะกระแสเงินสดของธุรกิจยังมีการหมุนเวียนต่ำ ซึ่งกระแสเงินสดนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเอสเอ็มอี ที่จะได้สินเชื่อหรือไม่อยู่ที่กระแสเงินสด หากบริษัทใดมีเงินสดหมุนเวียนสูงถือว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ดี
สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เห็นว่าสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็กที่ธนาคารยังต้องช่วยประคับประคองให้อยู่รอด จุดอ่อนของเอสเอ็มอีกลุ่มนี้มีเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ แต่ไม่ได้มองความเสี่ยงเป็นกลุ่มธุรกิจ เพราะทุกธุรกิจมีทั้งคนอยู่รอดและคนอ่อนแอ อย่างไรก็ดีธนาคารยังตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ 6.8% หรืออยู่ที่ประมาณ 1.64 แสนล้านบาท โตลดลงจากปีที่แล้วที่ 14% เพราะธนาคารอยากให้สินเชื่อโตอย่างมีคุณภาพ และควบคุมเอ็นพีแอลให้สอดคล้องกับตลาดซึ่งเฉลี่ย 4-5%
ไม่ต่างจากความเห็นของ เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ที่เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี ไตรมาสแรกปีนี้ จากผู้ประกอบการ 1,429 รายทั่วประเทศว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 40.6 ทรงตัวจากระดับ 40.0 ในไตรมาสก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 49.4 ลดลงจาก 50.9 เมื่อไตรมาสก่อน จากความเชื่อมั่นด้านต้นทุนปรับตัวลดลงในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ 57% ยังกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจ กำลังซื้อในพื้นที่
เมื่อแยกตามภูมิภาคยังพบว่าภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ความเชื่อมั่นด้านรายได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้าของผู้ประกอบการยังลดลงจากไตรมาสก่อน สะท้อนความไม่มั่นใจของการฟื้นตัวในรายได้ โดยเฉพาะในภาคที่เกี่ยวกับการเกษตร ส่วนเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอียังน่าจะปรับขึ้นอยู่ โดยเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง สินเชื่อหมุนเวียน(เวิร์กกิ้งแคป)
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังย่ำแย่ ยังไม่ฟื้นตัวเช่นเดียวกับทิศทางของเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นสัญญาณการผงกหัวบ้างแล้ว ซึ่งในภาวะเช่นนี้เอสเอ็มอีน่าจะได้อานิสงส์เพียงประคับประคองตัวเองให้ทำธุรกิจต่อไปได้
อย่างไรก็ดี มีสถิติที่แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ไม่ได้อยู่เฉย พยายามปรับตัวเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดเช่นกัน เพราะการเป็นธุรกิจเล็กทำให้ปรับตัวได้ง่าย การปรับตัวพอจะสะท้อนได้จากธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีอยู่กว่า 3 ล้านราย ซึ่งข้อมูลในปี 2553 เอสเอ็มอีอยู่ในธุรกิจภาคการผลิตมีประมาณ 26% แต่ในปี 2558 ลดลงเหลือ 22% แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีภาคบริการกลับปรับเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 41%
การที่ธุรกิจเอสเอ็มอีมีจำนวนมาก และมีมูลค่าธุรกิจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของจีดีพี และมีการจ้างงานสูงถึง 80% ของการจ้างงานทั้งหมด หากฟื้นได้ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมเช่นกัน
รัฐบาลเองอาจจะมีปัญหาเศรษฐกิจหลายเรื่องที่จะต้องจัดการ เช่น การเร่งลงทุนภาครัฐ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และต้องยอมรับว่าในด้านการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลนี้มีไม่มากเท่าไหร่ หากเศรษฐกิจยังคงเติบโตในอัตราไม่ถึง 5% คาดว่าอีกไม่นานรัฐบาลจะต้องกลับมามองธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการจ้างงานสูงมาก หากปล่อยให้เอสเอ็มอีว่ายน้ำไปอย่างมองไม่เห็นฝั่ง สุดท้ายปัญหาก็จะกลับมาที่รัฐบาลเอง







