เรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตอบโจทย์สังคมไทยทุกสมัย
เมื่อเอ่ยถึงศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) หรือที่เรียกติดปากว่า โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หลายคนต้องร้องอ๋อ...
โดย...วรธาร
เมื่อเอ่ยถึงศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) หรือที่เรียกติดปากว่า โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หลายคนต้องร้องอ๋อ... ฉันเคยเรียนนะ มารยาทที่ดีงามฉันได้รับการฝึกหัดจากที่นี่ นาฏศิลป์ ดนตรีไทย ฉันก็มีพื้นฐานจากโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ฉันสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ฉันเป็นชาวพุทธมีทัศนคติที่ดีต่อพระพุทธศาสนา เพราะได้รับการอบรมจากโรงเรียนแห่งนี้ ลูกของฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนดี มีสัมมาคารวะ รู้จักอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ รู้จักผิดชอบชั่วดี มีความกตัญญูกตเวที เพราะการมาเรียนที่โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ฯลฯ
เสียงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นคุณูปการของโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นอย่างดี และวันนี้วันวิสาขบูชา ซึ่งมิใช่แค่วันสำคัญของชาวพุทธแต่เป็นวันสำคัญของโลกด้วยโพสต์ทูเดย์ขอพาไปรู้จักโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้มากขึ้น เพราะเหตุใดการศึกษาสงเคราะห์นอกระบบโรงเรียนแบบนี้ จึงตอบโจทย์สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบันในนี้มีคำตอบ
ความเป็นมาของโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
ย้อนไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ขณะนั้นอยู่ในเพศบรรพชิตปรากฏชื่อว่า พระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร เปรียญธรรม 9 ประโยค วัดสระเกศ (ต่อมาปี 2500 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามที่พระกวีวรญาณ) และดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มีบทบาทสำคัญคือเสนอให้มีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นในประเทศไทย
อดีตเลขาธิการ มจร เล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็ก เยาวชนไทยไม่ค่อยสนใจศาสนา สังคมไทยศีลธรรมเสื่อมลงมาก เมื่อมองเห็นปัญหานี้จึงไม่นิ่งนอนใจในฐานะเลขาธิการมหาจุฬาฯ (ตอนนั้นอายุ 26 ปี) จึงชักชวนเพื่อนๆ และพระนิสิต มจร ปี 3 ปี 4 ไปขอสอนพุทธศาสนาในโรงเรียนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และธนบุรี 20 โรงเรียน ในวันอาทิตย์เพื่อปลูกฝังศีลธรรมให้กับเด็กและเยาวชน
“ตั้งแต่ปี 2498-2500 มีการประเมินผลร่วมกันกับทางโรงเรียนในแต่ละปีด้วย ผลของการประเมินออกมาตรงกัน ประการแรก เด็กสนใจศาสนามากผิดปกติจากเดิมไม่สนใจ บางคนวันแรกพอรู้ว่าพระไปสอนก็ไม่เข้าเรียนเพราะนึกว่าไปฟังเทศน์ แต่พอรู้จากเพื่อนๆ จากครูอาจารย์ว่าพระไม่ได้เทศน์แต่ไปสอนเหมือนที่ครูสอนนั่นแหละทั้งสอนเข้าใจง่ายด้วย
ประการที่สอง คะแนนสอบวิชาศีลธรรม หรือศาสนาของนักเรียนสูงมาก ซึ่งปกติจะคาบเส้นบ้างตกบ้าง แต่ที่เราดีใจมากคือข้อที่สาม กิริยามารยาทความประพฤติของเด็กทั้งผู้หญิงและผู้ชายดีขึ้นผิดหูผิดตา ทางโรงเรียนบอกว่านักเรียนเรียบร้อยมากกว่าเมื่อก่อนเยอะ” อดีตเลขาธิการ มจร กล่าว
ตั้งแผนกธรรมวิจัยเปิดสอนธรรมะ
ด้วยข้อจำกัดเกี่ยวกับพระบัณฑิตที่เรียนจบจาก มจร หรือพระนิสิตที่เรียนในแต่ละปีนั้นมีจำนวนน้อยมาก หากเทียบกับจำนวนโรงเรียนต่างๆ ที่จะไปสอน อดีตเลขาธิการ มจร จึงกราบเรียนอธิการบดี มจร ว่าควรจะเปิดสอนธรรมะให้แก่ประชาชนทุกวันอาทิตย์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เข้ามาเรียนธรรมะในวันหยุดที่พ่อแม่อาจพาเด็กๆ มาด้วย
“ผมจบมหาจุฬาฯ รุ่นแรก มีเพียง 6 รูป รุ่นที่ 2 จบมา 4 รูป รุ่นที่ 3 จบมา 3 รูป เลยมองว่าจบปีละมาสามสี่รูปเมื่อไรจะแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะโรงเรียนมีมากมาย เลยเสนอให้มีแผนกธรรมวิจัยเปิดสอนธรรมะให้แก่ประชาชนทุกวันอาทิตย์ที่วัดมหาธาตุ อธิการบดีก็อนุญาต สมัยนั้นมหาจุฬาฯ ยากจนไม่มีงบประมาณจากรัฐบาล แต่ได้เงินอุปการะจากกรมการศาสนาปีละ 8 หมื่นบาท ใช้ไม่ถึง 2 เดือนก็หมด จึงขอความอุปถัมภ์จากพระเถรานุเถระทั่วประเทศ แล้วเวลาพวกผมไปเทศน์ในที่ต่างๆ ได้ปัจจัยมาก็เอามาใช้ที่มหาจุฬาฯ ท่านสภานายกมหาจุฬาฯ ให้กำลังใจว่าในความไม่มีนั้นมีอะไรอยู่ให้ทำไป”
อาจารย์จำนงค์ เล่าต่อว่า หลังจาก มจร เปิดแผนกธรรมวิจัยขึ้นมาปรากฏมีประชาชนมาเรียนจำนวนมากในวันอาทิตย์ พร้อมพาลูกๆ มาด้วย โดยเด็กๆ ก็จะมาวิ่งเล่นที่ลานจอดรถของวัดมหาธาตุพากันส่งเสียงดังขึ้นมาที่ห้องเรียน พระผู้สอนจึงบอกให้เด็กๆ ขึ้นไปโรงเรียนแล้วสอนวิชาพุทธศาสนาให้ ปรากฏเด็กๆ สนใจมาก
“จุดนี้เองผมในฐานะเลขาธิการ มจร จึงกราบเรียนอธิการบดีเสนอให้เปิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นมา รับสมัครเด็กตั้งแต่ชั้นประถมถึงอุดมศึกษาเข้าเรียน ท่านก็ก็เห็นด้วย ในที่สุด มจร ก็ก่อตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2501 ที่วัดมหาธาตุเป็นที่แรก พอทำแล้วได้ผลในเวลาต่อมามหาจุฬาฯ ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศในต่างจังหวัดก็ตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์สาขาของมหาจุฬาฯ รวมเกือบ 100 โรงเรียน นี่คือการแก้ปัญหาในตอนแรกๆ แต่หลังจากที่ผมลาสิกขามาแล้วไม่ค่อยได้ทราบความเป็นไปว่าเวลานี้ไปถึงไหนแล้ว”
รูปแบบการเรียนการสอนของ ศพอ.
ด้าน พระมหาศุภชัย ปิยธัมมชโย ผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ของ มจร รูปปัจจุบัน กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่ขอขึ้นเป็นสาขา มจร มี 178 แห่ง แต่มี 4 แห่งที่ มจร ดูแลจัดการทุกอย่าง ได้แก่ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ (ที่แรก) ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา (ขยายเมื่อปี 2554) โรงเรียนวัดสวนส้ม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ สาขาแรกๆ ของ มจร ที่เปิดสอนมา 30 กว่าปี และโรงเรียนไตรสามัคคี จ.สมุทรปราการ เปิดมา 20 กว่าปี แต่ทั้งสองโรงเรียนเปิดสอนเฉพาะวันเสาร์ เพราะวันอาทิตย์อาจารย์พระนิสิตจะสอนที่วัดมหาธาตุและที่ อ.วังน้อย
“เปิดสอนเวลา 08.00 น. ไปจนถึงเวลา 15.30 น. ช่วงเช้าเรียนวิชาการด้านพุทธศาสนาสืบต่อเนื่องกันมาจากรุ่นอาจารย์จำนงค์นั่นแหละ ส่วนหลักสูตรใช้หลักสูตรที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ร่วมกับอาจารย์จำนงค์และบุรพาจารย์ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่ ป.1-6 ไว้ 3 วิชาคือ วิชาธรรมะ พุทธประวัติ และธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ต่อมาได้ปรับเพิ่มมารยาทไทย ศาสนาพิธีเข้ามา ช่วงบ่ายเปิดสอนภาษาและวิชาเฉพาะด้านเป็นวิชาเสริม เช่น อังกฤษ จีน คณิตศาสตร์ ภาษาไทย นาฏศิลป์ ดนตรีไทย มวยไทย”
“วิชาการด้านพุทธศาสนาใช้ครูพระ ส่วนวิชาเฉพาะด้าน เช่น นาฏศิลป์ ดนตรีไทย มวยไทย ภาษา คณิตศาสตร์ เชิญผู้เชี่ยวชาญข้างนอกส่วนใหญ่เป็นฆราวาสทั้ง 4 โรงเรียนที่กล่าวมามีนักเรียนประมาณ 1,000 กว่าคนส่วนใหญ่เป็นระดับประถมเริ่มเปิดเรียนในเดือน มิ.ย.-ก.พ. ต้น มี.ค. มอบวุฒิบัตร”
เน้นการเรียนการสอนวิถีพุทธ
พระมหาศุภชัย กล่าวว่า การเรียนการสอนเน้นวิถีพุทธและปลูกฝังในเรื่องสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปลุกจิตสำนึกให้เด็กๆ รู้หน้าที่ความเป็นคนไทย ความเป็นคนพุทธ ว่าต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง พร้อมทั้งจัดอบรมเยาวชนวิถีพุทธต้นแบบเป็นหลักสูตรเสริม ฝึกสอนในเรื่องศาสนพิธีที่ทุกคนต้องทำได้และทำเป็น เช่น การตั้งโต๊ะหมู่บูชา ตั้งสายสิญจน์ การนิมนต์พระ ว่าคำอาราธนาศีล อาราธนาธรรม เป็นต้น ทุกขั้นตอนเด็กๆ จะได้รับการฝึกหมด
“มีการสอบธรรมศึกษา ตรี โท เอก ส่วนผู้ที่เรียนนาฏศิลป์ ดนตรีไทย โขน เป็นวิชาเสริมเวลามีงานก็จะได้โอกาสไปแสดงตามที่ต่างๆ ที่มีการเชิญมา ปีหน้าโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มจร จะมีอายุครบ 60 ปี (ก่อตั้งวันที่ 13 ก.ค. 2501) เรามีแผนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการการศึกษาของเด็กและเยาวชนให้ครบวงจร ประกอบด้วยอาคารตึกต่างๆ เช่น สถานที่ปฏิบัติธรรม ศูนย์เรียนรู้ต่างๆ สามารถรองรับการเข้าค่ายเยาวชน บวชเณรฤดูร้อนได้หมด ตอนนี้มีเจ้าภาพศรัทธาถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่ ติด มจร ที่วังน้อย”
กิจกรรมความหลากหลายไม่น่าเบื่อ
ด้าน พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (พระมหาวีรพล) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา กล่าวว่า โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดยานนาวา เท่าที่สืบค้นและสอบถามจากผู้ที่มีส่วนในการก่อตั้งได้เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2507 มีนักเรียนที่เข้ามาเรียนประมาณ 180-200 คน เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีเด็กมัธยมถึง ม.6 แต่หลังๆ มานี้ไม่ค่อยมีเด็กมัธยมมากนักเนื่องจากโรงเรียนได้เปิดสอนธรรมศึกษาตั้งแต่เรียน ป.4 ดังนั้น พอนักเรียนจบ ป.6 ก็จบธรรมศึกษาเอกไปด้วย จึงไม่มีใครมาเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
“ดังนั้น 5 ปีหลังนี้จึงได้ประยุกต์การเรียนการสอนใหม่ด้วยกิจกรรมเป็นหลัก มีการให้พี่ (นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เรียนจบมีงานทำรวมทั้งนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันต่างๆ) สอนน้อง มีคอร์สต่างๆ เข้ามาเสริม มีค่ายภาษาอังกฤษมาติวให้ แต่เราก็มีชมรมนาฏศิลป์ ชมรมวาทศิลป์ ชมรมวาดภาพ เป็นหลัก ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายจะเรียนกับพระอาจารย์ ป.1-3 เป็นกิจกรรมทั่วไป ป.4-ม.ต้นเรียนธรรมศึกษา
ช่วงเข้าพรรษาเรียนมารยาทไทย โดยวิทยากรของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมาอบรมอาทิตย์เว้นอาทิตย์ สอนเกี่ยวกับมารยาทไทย นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันพ่อ วันแม่ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีการเชิญผู้ปกครองมาร่วมทำบุญ ที่ทำมาต่อเนื่องและได้ผลคือกิจกรรมวันเข้าพรรษามีการเชิญศิษย์เก่า ผู้ปกครองนักเรียน ญาติโยมมาร่วมทำบุญตักบาตรอุปกรณ์การศึกษา ข้าวสารอาหารแห้ง
กิจกรรมการสอนปรับไปตามสถานการณ์ เช่น อาทิตย์นี้เรียน อาทิตย์ต่อไปเป็นกิจกรรม เพื่อไม่ให้เด็กๆ รู้สึกเบื่อ เราก็พาไปเรียนรู้สถานที่รอบบริเวณวัด เช่น พิพิธภัณฑ์หอยที่สีลม พิพิธภัณฑ์บางกอก สมาคมแต้จิ๋ว หอการค้าไทยจีน ไปรษณีย์ไทยที่เมื่อก่อนมีพิพิธภัณฑ์เราก็พาไป ช่วงก่อนเลิกเรียนก็จะมีการปฏิบัติธรรมฝึกความอดทน 45 นาที บทสวดมนต์ก็จะใช้เป็นบทกลอนสอนธรรมะเริ่มต้นกราบไหว้พระอย่างฉลาด เราก็สอนด้วยการให้เด็กท่องบ่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ พุทธประวัติคำกลอน เป็นกิจกรรมเสริมในด้านการปฏิบัติธรรม”
จากการมีโรงเรียนพุุทธศาสนาวันอาทิตย์ ทั้งสามท่านได้สะท้อนแง่ดีที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เด็กและเยาวชนไทย มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นเยาวชนที่มีคุณภาพในด้านจิตใจและความประพฤติ ที่สำคัญมีทัศนคติที่ดีต่อพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในการดำเนินการก็คือเรื่องของงบประมาณ บางวัดต้องเลิกโรงเรียนพุทธศาสนาไปส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของงบประมาณ


