
รัฐเดินหน้าสังคมสวัสดิการดึงเอกชนร่วม
ระดมสมองเดินหน้า "สังคมสวัสดิการ" ดึงเอกชนร่วมจ่าย - การเมืองต้องมุ่งมั่น
ระดมสมองเดินหน้า "สังคมสวัสดิการ" ดึงเอกชนร่วมจ่าย - การเมืองต้องมุ่งมั่น
โดย ปริญญา ชูเลขา
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าโดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ฉุดรั้งความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิและโอการระหว่างคนรวยและคนจนที่ถี่ห่างมากขึ้นทุกวัน ทางรัฐบาลเองก็พยายามเร่งผลักดันแผนปฏิรูปประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ยิ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการเร่งเดินหน้าสร้าง "สังคมสวัสดิการ" ให้เกิดขึ้นภายใน 6 ปีข้างหน้า
ขณะที่ภาคส่วนต่างๆก็พยายามรับลูก เปิดเวทีระดมสมองเพื่อหาแนวทางการสร้างสังคมสวัสดิการให้เกิดขึ้นได้จริง ดังเช่นในวันนี้ (13 ก.ย.)คณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฏร ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดเสวนา เรื่อง "อนาคตสังคมไทยกับงานดานสวัสดิการสังคม" ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่าสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมสวัสดิการ คือ การดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในการสร้างสวัสดิการทางสังคม เพราะที่ผ่านมาพบว่าเม็ดเงินค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการภาครัฐแบกภาระมากที่สุด 35% ภาคเอกชน เช่น การบริจาค หรือผ่านระบบประกันสังคม 29% ภาคครัวเรือน 31% และ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 4.4% ซึ่งถือว่าน้อยมากและเป็นภาคส่วนที่ควรเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ เพราะท้องถิ่นใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีการสร้างระบบสังคมสวัสดิการโดยมีความสัมพันธและเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงชุมชน
ทั้งนี้ภาคส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุน คือ ภาคเอกชน โดยเฉพาะการดำเนินกิจการธุรกิจเพื่อสังคมที่เน้นการกระจายรายได้ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือการสร้างสวัสดิการชุมชน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการจัดสวัสดิการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสองมาตรฐาน
"สิ่งสำคัญในการสร้างสังคมสวัสดิการ คือพรรคการเมือง ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเชิงโครงสร้างและนโยบาย เช่นการปรับโครงสร้างภาษี หรือการสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการทางสังคม" นางสุวรรณี กล่าว
นายชินชัย ชี้เจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าการสร้างสังคมสวัสดิการเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย ที่สำคัญการสร้างความเท่าเทียมจะทำอย่างไรยิ่งปัจจุบันสังคมมีความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงทางการเมืองหรือการเอารัดเอาเปรียบต่อคนยากคนจน
"สังคมสวัสดิการ คือ ไม่ใช่บทบาทภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้มีเม็ดเงินจากทุกฝ่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน" นายชินชัย กล่าว
ทั้งนี้ระบบสวัสดิการมีหลายระบบ เช่น ในประเทศเสรีนิยมจะนิยมดูแลเฉพาะคนจนหรือคนด้อยโอกาส แต่จะมีปัญหาในการคัดแยกว่าคนจนหรือคนด้อยโอกาสตัวจริงหรือไม่ หรือ รัฐสวัสดิการเป็นระบบที่ประชาสังคมต้องเข้มแข็งเพราะทุกคนต้องร่วมกันจ่ายภาษีที่สูงมากและมีระบบการกระจายกลับจากภาษีที่จ่ายไป หรือระบบสวัสดิการถ้วนหน้าโดยให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม
นายชินชัย กล่าวว่าในการดูแลสวัสดิการตามกระแสโลกมอง 3 สิทธิ คือ สิทธิทางร่างกาย สิทธิทางการเมือง และสิทธิที่รัฐและสังคมต้องเข้ามาดูแล ซึ่งของประเทศไทยมีการระบุการดูแลสิทธิกันในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการกำหนดให้ภาคการเมืองต้องมีเจตจำนงค์ในการดูแลสิทธิของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมาสังเกตได้ว่ามีการออกกฎหมายเพื่อมาดูแลสตรี เด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุจำนวนมากในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการออกกฎหมายจำนวนขนาดนี้สะท้อนว่าสังคมดูแลกันเองไม่ได้ต้องพึ่งพากฎหมาย เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากร ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร จนนำไปสู่ความแตกต่างด้านสังคมและเศรษฐกิจ จึงทำให้มีความจำเป็นในการสร้างหลักประกันทางสังคม
ทั้งนี้สิ่งสำคัญในการสร้างสังคมสวัสดิการ คือ ต้องมีความชัดเจนในรายละเอียดเรื่อง 1.ทิศทางของการจัดสวัสดิการด้านรูปแบบการจัดบริการทางสังคมที่เน้นตามสิทธิของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆและคุณภาพ หรือการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่สร้างนวตกรรมใหม่ในการดูแลชุมชน หรือแม้แต่ชุมชน ภาคประชาสังคม สถาบันชุมชน โดยเฉพาะวัดที่มีทรัพยากรมากมายแต่ขาดการบริหารจัดการที่มีคุณภาพในการดูแลสวัสดิการชุมชน 2.มาตรการสวัสดิการต้องมีความหลากหลายและมีดุลยภาพ และ 3.สวัสดิการทางสังคมต้องมีนโยบายอื่นสนับสนุน
"สิ่งสำคัญที่จะทำให้การสร้างสังคมสวัสดิการประสบผลสำเร็จ คือ ความต่อเนื่องระยะยาวในการผลักดันเชิงนโยบาย และ เจตนายรมย์ทางการเมือง หรือ Political View ที่ทุกพรรคการเมืองต้องมีร่วมกันไม่ใช่นำเรื่องสวัสดิการมาทำการตลาดเพื่อหาเสียงทางการเมือง" นายวุฒิสาร กล่าว







