
10 ปี นโยบายล้างไต ผ่านช่องท้องบัตรทอง (1)
โดย...นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมองย้อนกลับไปก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หากใครเจ็บป่วยด้วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย” นอกจากสร้างความทุกข์ทางกายให้กับผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับภาวะโรคแล้ว ยังทุกข์จากภาระค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยต้องจ่ายค่าฟอกไต 1,500-2,000 บาท/ครั้ง เฉลี่ย 3 ครั้ง/สัปดาห์ตลอดชีวิต นอกจากนี้ ไม่รวมค่ายาค่ารักษาภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องจ่ายเมื่อไปโรงพยาบาล เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ยิ่งเป็นคนในพื้นที่ห่างไกลต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่แพง เดินทางไปกลับจากบ้านและโรงพยาบาลด้วยความยากลำบากส่งผลผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาและค่าเดินทาง ขณะที่ผู้ป่วยที่มีชีวิตรอดจากการฟอกไตจำนวนไม่น้อยรวมถึงคนในครอบครัวต้องยากจนลง เดือดร้อนกู้หนี้ยืมสินถึงขั้นล้มละลายสถานการณ์ดังกล่าวพลิกผันดีขึ้นในปี 2550 เมื่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) อนุมัติ “การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย” บรรจุในสิทธิประโยชน์ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หลังมีการเรียกร้องจากผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยนำนโย
โดย...นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
มองย้อนกลับไปก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หากใครเจ็บป่วยด้วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย” นอกจากสร้างความทุกข์ทางกายให้กับผู้ป่วยที่ต้องต่อสู้กับภาวะโรคแล้ว ยังทุกข์จากภาระค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยต้องจ่ายค่าฟอกไต 1,500-2,000 บาท/ครั้ง เฉลี่ย 3 ครั้ง/สัปดาห์ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ไม่รวมค่ายาค่ารักษาภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องจ่ายเมื่อไปโรงพยาบาล เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ยิ่งเป็นคนในพื้นที่ห่างไกลต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่แพง เดินทางไปกลับจากบ้านและโรงพยาบาลด้วยความยากลำบาก
ส่งผลผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาและค่าเดินทาง ขณะที่ผู้ป่วยที่มีชีวิตรอดจากการฟอกไตจำนวนไม่น้อยรวมถึงคนในครอบครัวต้องยากจนลง เดือดร้อนกู้หนี้ยืมสินถึงขั้นล้มละลาย
สถานการณ์ดังกล่าวพลิกผันดีขึ้นในปี 2550 เมื่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) อนุมัติ “การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย” บรรจุในสิทธิประโยชน์ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หลังมีการเรียกร้องจากผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยนำนโยบาย “การล้างไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรก (CAPD First Policy)” เพื่อให้เกิดการเข้าถึงการรักษาและครอบคลุมผู้ป่วยทั้งประเทศ
จาก CAPD First Policy นี้ แม้จะประสบผลสำเร็จช่วยให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังทั่วประเทศเข้าถึงการรักษา แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สปสช.กลับต้องเผชิญแรงเสียดทาน นอกจากความไม่เชื่อมั่นการล้างไตผ่านช่องท้องทั้งจากแพทย์และผู้ป่วยแล้ว ยังมีกระแสคัดค้านจากกลุ่มแพทย์และนักวิชาการที่มองว่ารอนสิทธิผู้ป่วย โดยเฉพาะระยะหลังมานี้มีการให้ข้อมูลเชิงลบโจมตีผ่านโลกโซเชียลอย่างหนัก ใช้ข้อมูลเปรียบเทียบกับการฟอกไต เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างผลการรักษาและอัตราเสียชีวิต มุ่งสะท้อนว่าเป็นการดำเนินนโยบายผิดพลาดเพื่อนำไปสู่การยกเลิกนโยบายนี้
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ เป็นประธาน ตระหนักต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้จัดประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เชิญแพทย์และนักวิชาการที่คัดค้าน สปสช.ในฐานะผู้ดำเนินนโยบาย อายุรแพทย์โรคไตดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในด้านวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคไตเพื่อรับฟังความเห็นรอบด้าน
ขณะเดียวกันในการประชุมสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยที่ผ่านมา ประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต อาทิ ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า รศ.นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์ นพ.อดิสรณ์ ลำเพาพงศ์ พญ.ปิยธิดา จึงสมาน รศ.นพ.ทวี ศิริวงศ์ และ พ.อ.นพ.เถลิงศักดิ์ กาญจนบุษย์ เป็นต้น ได้ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและหาแนวทางนำไปสู่การยุติข้อขัดแย้งความเห็นต่าง
โดยมองว่าต้องทำวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลวิชาการรองรับ นอกจากสร้างความน่าเชื่อถือแล้วยังสนับสนุนนโยบายเพื่อดูแลผู้ป่วยไต ซึ่งการประชุมครั้งนี้ นพ.ชาตรี บานชื่น ประธานคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ได้เข้าร่วม โดยได้รับมอบจาก บอร์ด สปสช.ที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ให้เร่งหาข้อมูลพร้อมจัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาการล้างไตผ่านช่องท้องที่เป็นกระแสขณะนี้
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้น CAPD First Policy เกิดจากคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเข้าไม่ถึงการรักษาที่มีจำนวนมากขณะนั้น ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียชีวิตลงภายใต้งบประมาณจำกัด รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และศูนย์ฟอกไตเทียมที่ไม่เพียงพอ
สปสช.โดย “คณะกรรมการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการทดแทนไตในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มี นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ เป็นประธาน ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต ทั้งจากมูลนิธิโรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ชมรมโรคไตเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมพยาบาลโรคไต ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม และผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมหาแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างเท่าเทียม และให้ผลการรักษาที่ดี ภายใต้บริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย
นำมาสู่การกำหนด “สิทธิประโยชน์การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง” ครอบคลุมทั้งการล้างไตผ่านช่องท้อง ฟอกไตผ่านเครื่อง และปลูกถ่ายไต ดำเนินควบคู่กับ CAPD First Policy
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังทั่วประเทศเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลรายงานการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2559 มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังรับบริการทดแทนไต 45,629 ราย เป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง 24,056 ราย ผู้ป่วยฟอกไต 19,874 ราย ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต 172 ราย และผู้ป่วยที่รับยากดภูมิหลังปลูกถ่ายไต 1,527 ราย
จากปี 2552 มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังรับบริการทดแทนไต 10,875 ราย เป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง 3,385 ราย ผู้ป่วยฟอกไต 6,416 ราย ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต 60 ราย และผู้ป่วยรับยากดภูมิหลังปลูกถ่ายไต 514 ราย
แม้ว่า สปสช.จะดำเนิน CAPD First Policy แต่ยืนยันว่าไม่ได้รอนสิทธิผู้ป่วยไตวายเรื้อรังให้ต้องเริ่มล้างไตผ่านช่องท้องทั้งหมด โดยเปิดให้ผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือข้อห้ามล้างไตผ่านช่องท้องสามารถเริ่มรับการฟอกไตได้ โดยแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยความและส่งให้ “คณะกรรมการเพื่อสนับสนุนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เข้าถึงการบริการทดแทนไตระดับเขต” พิจารณาอนุมัติ
ที่ผ่านมาจึงมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระบบที่ยังคงรักษาด้วยการฟอกไต ทั้งยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอีกด้วย







