posttoday
นายกฯล้างประชานิยมมุ่งระบบสวัสดิการ

นายกฯล้างประชานิยมมุ่งระบบสวัสดิการ

13 กันยายน 2553

“มาร์ค”ตั้งเป้าระบบสวัสดิการ ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชน ไม่ใช่ประชานิยมอย่างที่เคยทำมา หวัง 6-7 ปีทั่วถึงประชาชนทุกคน แจงต้องแยกออกเป็น 3 มิติ สังคม เศษรฐกิจ และการเมือง

“มาร์ค”ตั้งเป้าระบบสวัสดิการ ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชน ไม่ใช่ประชานิยมอย่างที่เคยทำมา หวัง 6-7 ปีทั่วถึงประชาชนทุกคน แจงต้องแยกออกเป็น 3 มิติ สังคม เศษรฐกิจ และการเมือง

เมื่อเวลา 08.20 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสมัมนา เรื่อง “อนาคตสังคมไทยกับงานด้านสวัสดิการสังคม” ว่า ระบบสวัสดิการจะกำหนดให้สังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ มีเป้าหมายกรอบเวลาให้ทั่วถึงประชาชนทุกคนใน 6-7 ปีต่อจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่จะประกาศใช้ในปลายปี 2554 เพื่อนำพาประเทศเป็นสังคมสวัสดิการ การสร้างระบบสวัสดิการสังคม ต้องมองเป็น 3 มิติ คือ 1.สังคม 2.เศรษฐกิจ และ3.การเมือง

ด้านมิติทางสังคม มีเป้าหมายในการยกระดับในการทำงาน หลักประกันทางสังคมในการการมีชีวิต ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ แต่ในปัจจุบันประชาชนมีความเร่งรีบมากขึ้น และปัญหาที่ขยายตัวมากขึ้น คือปัญหาโลกร้อน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งต่างๆเหล่านี้บ่งชี้ว่าถ้าเราไม่มีระบบที่จะมารองรับในเรื่องของการดำรงชีวิตของประชาชนการแก้ปัญหาต่างๆก็จะไม่สำผลเร็จ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน จากการทำสำรวจพบว่า ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน การเจ็บไข้ จนสะสมเป็นปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเมือง และด้านความมั่นคง

มิติที่ 2 . ทางด้านเศรษฐกิจ ในอีก 20 ปีสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ที่จะไม่มีรายได้แต่จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลที่มีค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเราไม่มีการเตรียมการที่ดี จะส่งผลต่อรายรับรายจ่ายที่ไม่สมดุล ส่วนมิติที่ 3. ด้านการเมือง ตนเห็นว่าจะต้องเริ่มทำอย่างชัดเจน เพราะในอดีตที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะช่วยเหลือในเรื่องใด เมื่อใด ช่วยใคร เช่น ในสมัยระบบสุขภาพ เรามีความพยายามที่จะบอกว่าให้มีการรักษาฟรี ช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ปรากฏว่า การที่จะบ่งบอกว่าใครมีรายได้น้อยก็เป็นปัญหาขึ้นมา ทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการรักษาในโรงพยาบาลจะมีความเลื่อมล้ำในเชิงมาตรฐาน

ทั้งนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการอุปถัมภ์ เช่น ระบบเบี้ยยังชีพ ที่มีหลายมาตรการที่เราพบว่าไม่สามารถส่งไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง เราจะหลีกเลี่ยงเรื่องประชานิยม และต้องการให้ระบบสวัสดิการเป็นเรื่องของสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมาเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ไม่มีการมีมองว่าเป็นเรื่องของบุญคุณที่จะมอบให้ประชาชน เราจึงได้ตัดสินเดินหน้าเรื่องการศึกษา 15  ปี อาหารกลางวัน นมโรงเรียน ผู้สูงอายุ และคนพิการทุกคน ที่มาขึ้นทะเบียนสามาถได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาล

“หลักคิดนี้เราได้เริ่มใช้แล้ว เช่น นโยบายประกันเกษตรกร ไม่ให้ขาดทุน เพื่อเชื่อเหลือหากประสบปัญหาพืชผลการเกษตรราคาไม่ดี และสิ่งที่เราจะทำต่อไปคือการสร้างระบบประกันภัยในเรื่องของภัยพิบัติที่เกษตรกรสามารถเข้าโครงการได้ แทนที่จะต้องรอคอยความช่วยเหลือหากเกิดปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องระวังเช่นกัน คือ งบประมาณรายจ่ายที่จะต้องไม่บายปลาย ยกตัวอย่างเช่น เบี้ยยังผู้สูงอายุที่มีการจ่ายให้รายละ 500 บาทที่ทราบดีว่าจำนวนดังกล่าวนั้นไม่พอที่จะดำรงชีพ แต่หากเพิ่มเป็น 1,000 บาท ก็จะต้องใช้งบประมาณ  4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงการเบี้ยยังชีพมีปัญหา ทั้งนี้เราจึงแก้ปัญหาด้วยการให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะเรื่องของการออมทรัพย์ ตนหวังว่าในสมัยประชุมสภานี้จะเสนอกฏหมายกองทุนเงินออมแห่งชาติได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ