
ทางสายกลาง
มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหามักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงายทว่าในกระแสโลกยุคใหม่ปัจจุบันนี้ ทางสายกลางดูจะไม่ค่อยป๊อปเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะในเส้นทางการเมืองที่ดูจืดชืด ไม่หวือหวา ไม่มีอะไรให้น่าติดตาม ซ้ำยังมักถูกโจมตีได้ง่ายๆ ว่าเป็นพวกสร้างภาพ หลายครั้งจึงมักถูกบดบังด้วยกระแสประชานิยม หรือป๊อปปูลิสม์ ที่อาจมาได้ในแนวขวาจัดแบบ “มารีน เลอ เปน” ในฝรั่งเศส หรือซ้ายจัดแบบ ฮูโก ชาเวซ ในเวเนซุเอลาอย่างไรก็ดี จะซ้ายจัดหรือขวาจัดไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เลือกเทไปข้างใดข้างหนึ่งให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแนวคิดสุดโต่ง ในการเลือกตั้งชิงดำประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสุดท้ายเมื่อวานนี้ ยังคงเป็นที่คาดการณ์ว่าจะไม่มีการพลิกโผหักปากกาเซียน เหมือนเมื่อครั้งการลงประชามติของสหราชอาณาจักร(เบร็กซิต) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โพลทุกสำนักยังคงชี้ไปในทางเดียวกันว่า “เอ็มมานูเอล มาครง” จะเป็นผู้ชนะถามว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ชอบมาครงหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกจะต้องนำ
มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหามักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงาย
ทว่าในกระแสโลกยุคใหม่ปัจจุบันนี้ ทางสายกลางดูจะไม่ค่อยป๊อปเหมือนแต่ก่อน โดยเฉพาะในเส้นทางการเมืองที่ดูจืดชืด ไม่หวือหวา ไม่มีอะไรให้น่าติดตาม ซ้ำยังมักถูกโจมตีได้ง่ายๆ ว่าเป็นพวกสร้างภาพ หลายครั้งจึงมักถูกบดบังด้วยกระแสประชานิยม หรือป๊อปปูลิสม์ ที่อาจมาได้ในแนวขวาจัดแบบ “มารีน เลอ เปน” ในฝรั่งเศส หรือซ้ายจัดแบบ ฮูโก ชาเวซ ในเวเนซุเอลา
อย่างไรก็ดี จะซ้ายจัดหรือขวาจัดไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เลือกเทไปข้างใดข้างหนึ่งให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแนวคิดสุดโต่ง
ในการเลือกตั้งชิงดำประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบสุดท้ายเมื่อวานนี้ ยังคงเป็นที่คาดการณ์ว่าจะไม่มีการพลิกโผหักปากกาเซียน เหมือนเมื่อครั้งการลงประชามติของสหราชอาณาจักร(เบร็กซิต) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ โพลทุกสำนักยังคงชี้ไปในทางเดียวกันว่า “เอ็มมานูเอล มาครง” จะเป็นผู้ชนะ
ถามว่าคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ชอบมาครงหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรอบแรกจะต้องนำลิ่วขึ้นหลัก 40-50% ขึ้นไป ไม่ใช่ถูกซอยย่อยคละกันไปแบบถัวเฉลี่ยกัน 4-5 คน จนไม่มีใครชนะมากกว่า 25% ในการเลือกตั้งรอบแรกเช่นที่ออกมา แต่ในการเลือกตั้งรอบตัดสินนี้ คนฝรั่งเศสน่าจะเลือกมาครง เพียงเพราะเป็นชอยส์ที่เข้าท่ากว่าเลอ เปน
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเปิดคูหาผ่านไปครึ่งวันแล้ว แต่คนที่มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งกลับแผ่วลงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยอยู่ที่ราว 28% เมื่อเทียบกับ 31% ของเมื่อ 4 ปีก่อน สะท้อนรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายจัดของ ฌอง ลุค มล็องชง อาจจะไม่ออกเสียงเลือกใครเลย และจะไม่เลือกมาครงด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่เลือกเรา เขา(เลอ เปน) มาแน่”
โพลส่วนใหญ่ให้มาครง ชนะเลอ เปน ที่ราว 60 ต่อ 40% แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ประเทศก็จะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนมากที่สุดยุคหนึ่งต่อไป เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐ ซึ่งกรณีของฝรั่งเศสนั้นดูจะมีปัญหามากกว่า
เพราะพรรคอองมาร์ชของมาครงยังเป็นพรรคใหม่ที่เพิ่งตั้ง กว่าจะได้ สส. และ สว. ก็ต้องรอลุ้นหลังการเลือกตั้งสภาในเดือน มิ.ย.นี้ ดังนั้นเมื่อมาครงเข้าไปบริหารประเทศก็ต้องเจอกับนักการเมืองส่วนใหญ่ของขั้วเก่าๆ ที่นำโดยพรรครีพับลิกัน (กลาง-ขวา) ของฟรองซัวส์ ฟียง พรรคโซเชียลลิสต์ (กลาง-ซ้าย) ของฟรองซัวส์ ออลลองด์ และฝ่ายขวาจัดของเลอ เปน ที่น่าจะได้เสียงในสภาเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งเดือนหน้าการที่มาครงจะผลักดันนโยบายของตนเองอย่างแท้จริงจึงอาจเป็นไปได้ยาก และทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงยังคงไปได้อย่างครึ่งๆ กลางๆ หรือสุดท้ายแล้วก็อาจจะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากกลุ่มก๊วนเดิมพรรคโซเชียลลิสต์ที่ตนเองเพิ่งแยกตัวออกมา และทำให้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ซึ่งต้องจับตากันต่อไปว่าการเลือกทางเดินของฝรั่งเศสในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่







