posttoday
สร้างความแตกต่างด้วยทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

สร้างความแตกต่างด้วยทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

08 พฤษภาคม 2560

การที่บริษัทสักแห่งหนึ่งจะตัดสินใจทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมในท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น

โดย...พิษณุ พรหมจรรยา

การที่บริษัทสักแห่งหนึ่งจะตัดสินใจทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมในท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าหาญและกำลังใจที่เหนือธรรมดา ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่าคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนที่ไม่มีใครอยากแบก และต่างก็ต้องการที่จะเห็นปัญหาการทุจริตที่เป็นต้นทุนแฝงของธุรกิจถูกขจัดให้หมดไป แต่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจจำนวนไม่น้อยก็มักเลือกที่จะหรี่ตาในเรื่องนี้ และลังเลที่จะขยับตัวอย่างขึงขังในเรื่องของการต่อต้านทุจริต เพราะกลัวว่าจะถูกหมั่นไส้ โดนเจ้าหน้าที่เตะถ่วง ดองเรื่อง หรือกลั่นแกล้งด้วยวิธีการอื่นๆ สารพัน

ผู้บริหารองค์กรธุรกิจหลายแห่งยอมจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต โดยอ้างเหตุผลว่าใครๆ ก็จ่ายกันทั้งนั้น ถ้าตัวเองไม่จ่ายใต้โต๊ะเหมือนคนอื่นก็จะทำธุรกิจไม่ได้แน่ๆ คนที่คิดแบบนี้มักจะมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อของวงจรคอร์รัปชั่น แทนที่จะมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนสนับสนุนให้วงจรของการทุจริตคอร์รัปชั่นดำรงอยู่ และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งแบบทุกวันนี้ ยิ่งไปกว่านั้นในหลายๆ กรณีภาคธุรกิจเองนั่นแหละที่เป็นผู้เสนอสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อซื้อความสะดวกให้ได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วเป็นพิเศษ หรือเพื่อซื้อความผิดให้เจ้าหน้าที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ในกรณีที่ทำไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบที่ทางการกำหนดเอาไว้

ผมมีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง Being an Ethical Business in a Corrupt Environment ที่โพสต์อยู่บนเว็บไซต์ Harvard Business Review ซึ่งมีการพูดถึงงานวิจัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมในสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทุจริตในประเทศอียิปต์ ซิมบับเว และอินเดีย มีบางเรื่องที่น่าสนใจจึงอยากนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่าน

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่าพฤติกรรมการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมถือเป็น “ของหายาก” ในทั้งสามประเทศที่ทำการศึกษา ดังนั้นผู้บริโภคและนักลงทุนจึงเห็นคุณค่าความสำคัญของกิจการที่ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมมาก และยิ่งสภาวะแวดล้อมเต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อฉลมากเท่าไหร่ บริษัทที่ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมก็จะยิ่งเปล่งประกายโดดเด่นมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นภาคธุรกิจจึงควรมองว่าการสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงด้านจริยธรรมให้กับองค์กรในสภาวะแวดล้อมที่มีการโกงกันอย่างหนักเป็นโอกาส และมองต้นทุนในการต่อต้านทุจริตเป็นการลงทุนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าว

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ การที่ผู้บริโภคหรือนักลงทุนไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างออกหน้าออกตาเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้แปลว่าพวกเขาพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีธุรกิจที่แสดงตัวชัดเจนว่ามีนโยบายจะทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ก็จะมีผู้บริโภคและนักลงทุนบางส่วนที่พร้อมจะให้ความสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ แก่กิจการเหล่านี้

ในขณะเดียวกัน แม้แต่ในประเทศที่มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรงมากๆเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้เป็นจอมวายร้ายที่โกงจนเข้ากระดูกดำไปเสียหมดทุกคน ถึงแม้เจ้าหน้าที่บางส่วนจะไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ถ้าไม่ได้รับการ “หยอดน้ำมัน” แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติแม้จะไม่ได้รับ “สินน้ำใจ” หรือ“เงินใต้โต๊ะ” ใดๆ เลย

ในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอย่างเช่นผู้บริโภค นักลงทุน คู่ค้า ลูกจ้าง หรือหน่วยงานกำกับดูแล งานวิจัยชิ้นนี้เสนอให้ธุรกิจแบ่งกลุ่มคนเหล่านี้ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มที่ไม่สนใจ (Indifferent) ได้แก่ กลุ่มที่สนใจแต่เพียงว่าธุรกิจสามารถดำเนินการได้ตามความคาดหวังของตนในฐานะลูกค้า คู่ค้า ลูกจ้าง หรือนักลงทุน โดยไม่สนใจว่าบริษัทจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร มีจริยธรรมหรือไม่ มีการทุจริตหรือไม่

2.กลุ่มที่เห็นคุณค่า (Pragmatic) ได้แก่ กลุ่มที่เห็นความสำคัญของพฤติกรรมการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และพร้อมจะสนับสนุนหากไม่มีต้นทุนใดๆ เกิดขึ้นกับตนเอง

3.กลุ่มที่ไม่ยอมรับการทุจริต (Absentee) ได้แก่ กลุ่มที่จะไม่เข้าไปข้องแวะหรือทำธุรกรรมใดๆ ด้วยเลยกับกิจการ หรือตลาดที่อยู่ในวงจรของการทุจริตคอร์รัปชั่น

4.กลุ่มที่ให้คุณค่าอย่างสูง (Ethical) ได้แก่ กลุ่มที่พร้อมจะสนับสนุนกิจการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม แม้จะต้องยอมสละประโยชน์บางอย่างไป หรือต้องจ่ายแพงกว่าบ้าง

ทั้งนี้ บริษัทควรเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่ม Pragmatic Absentee และ Ethicalเป็นหลัก โดยไม่ต้องไปใส่ใจกับกลุ่ม Indifferent มากนัก เพราะไม่ว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมแค่ไหน กลุ่มนี้ก็ไม่รับรู้และไม่สนใจ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบว่าเมื่อบริษัทแสดงตัวชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม หรือมีนโยบายต่อต้านการทุจริตอย่างชัดเจน ผู้มีส่วนได้เสียที่จัดอยู่ในกลุ่ม Indifferent บางส่วนก็เปลี่ยนตัวเองมาอยู่ในกลุ่ม Pragmatic หรือ Ethical ได้เหมือนกัน

งานวิจัยระบุอีกว่าเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทสามารถลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และไม่ข้องแวะกับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือประเทศต้องมีสื่อที่หลากหลาย และมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ และการร่วมกลุ่มในรูปแบบ Collective Action ซึ่งประเทศไทยมีเงื่อนไขที่เอื้ออยู่พอสมควร เพราะสื่อมวลชนบ้านเรามีหลากค่าย
หลายสี และก็มีเสรีภาพพอประมาณ กระบวนการยุติธรรมถือว่ามีอิสระ (คนละเรื่องกับประสิทธิภาพ) และภาคเอกชน โดยเฉพาะกิจการขนาดใหญ่มีการรวมตัวกันเป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition against Corruption หรือ CAC)

ภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย บวกกับการที่มีกิจการระดับแถวหน้าของประเทศจำนวนมากล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ถึงเวลาแล้วที่บริษัทที่ยังไม่ได้ขยับตัวในเรื่องนี้จะเริ่มคิดและดำเนินการอย่างจริงจัง ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาสนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท