posttoday
ส่องเงินเฟ้อคลื่นร้ายใต้น้ำรอถล่มเอเชีย

ส่องเงินเฟ้อคลื่นร้ายใต้น้ำรอถล่มเอเชีย

13 กันยายน 2553

ขณะนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่ลักลั่นขึ้นในระบบเศรษฐกิจเอเชีย ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคนี้กำลังคึกคักอย่างสุดขีด จนราวกับว่าเอเชียกำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

ขณะนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่ลักลั่นขึ้นในระบบเศรษฐกิจเอเชีย ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคนี้กำลังคึกคักอย่างสุดขีด จนราวกับว่าเอเชียกำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ขณะนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่ลักลั่นขึ้นในระบบเศรษฐกิจเอเชีย ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคนี้กำลังคึกคักอย่างสุดขีด จนราวกับว่าเอเชียกำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

ความลักลั่นที่ว่านี้เป็นผลพวงมาจากความคึกคักของเอเชียเอง

ส่องเงินเฟ้อคลื่นร้ายใต้น้ำรอถล่มเอเชีย

หนึ่งนั้น คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สอง คือ ความลังเลที่จะถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้ง 2 ประเด็นนี้เป็นผลสืบเนื่องของกันและกัน กล่าวคือ หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคือการตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อเปิดช่องทางให้เงินทุนและสินเชื่อเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น แต่สภาพการณ์เช่นนั้นจะทำให้ระดับราคาในตลาดสูงขึ้นตามไปด้วย

หมายถึงภาวะเงินเฟ้อที่ลดต่ำลงอย่างมากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจะปรับขึ้นมาในระดับที่น่าวิตกอีกครั้ง

ปัญหานี้เคยเป็นภัยคุกคามเอเชียมาแล้ว เมื่อครั้งที่โลกยังไม่ได้เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วงที่เอเชียกำลังบูมสุดขีด และตะวันตก (รวมถึงญี่ปุ่น) เริ่มอ่อนแรงช่วงปี 2550-2551

ครั้งนั้นประเทศที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุด คือ จีนและอินเดีย ขณะที่เวียดนามสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 26.8% เมื่อเดือนมิ.ย. 2551

ปรากฏว่าในท้ายที่สุดแล้วเวียดนามเจ็บหนักกว่าประเทศอื่นๆ ไม่เพียงล้มเหลวกับการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่ความชะล่าใจไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยยังทำให้ตลาดหุ้นร้อนจัดจนล้มครืนลงในปีถัดมา

ส่วนจีนเกือบควบคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ เคราะห์ดีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกเสียก่อน จีนจึงสามารถรอดพ้นจากจลาจลทางสังคมอันเป็นผลพวงจากระดับราคาสินค้าและบริการพุ่งสูงขึ้นเสียก่อน

เมื่อไล่เรียงความเคลื่อนไหวของระดับเงินเฟ้อในเอเชียในขณะนี้ จะพบพยานหลักฐานที่ชัดเจนขึ้น และภาพย้อนกลับที่สอดประสานกับสถานการณ์เมื่อ 34 ปีก่อนอย่างลงตัว

ในส่วนของจีน เมื่อช่วงต้นปีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 16 เดือน ต่อมาอัตราเงินเฟ้อช่วงเดือน ส.ค. อยู่ที่ 3.5% และมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4% ในปีนี้

อินเดีย 9.97% ถือเป็นหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในเอเชีย

เกาหลีใต้มีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่มากไม่น้อยกว่าอัตราเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ที่ 2.6%

สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีระดับเงินเฟ้อที่แตกต่างกันออกไป แต่อยู่ในแนวโน้มเดียวกันทั้งภูมิภาค

สิงคโปร์มีอัตราเงินเฟ้อที่ 3.1% มาเลเซียมีอัตราเงินเฟ้อช่วงเดือน มิ.ย. สูงที่สุดในรอบ 1 ปี ที่ 2.7% อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียสูงที่สุดในรอบ 15 เดือน ที่ 6.22% และเวียดนามที่ 5.08%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบภาวะเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ย จะพบภาพที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง อัตราดอกเบี้ยของจีนขณะนี้อยู่ที่ 2.25% และเกาหลีใต้ 2.25%

ยกเว้นเพียงอินเดียที่มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 เดือน ภายหลังจากที่ปริมาณผลผลิตภาคอุตสาหกรรมถีบตัวสูงขึ้น จนส่อเค้าว่าจะล้นตลาดในไม่ช้า

ไม่เพียงเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยของอินเดียยังเป็นปัญหารุนแรง เกือบที่จะฉายภาพความรุนแรงซ้ำซากของภาวะเงินเฟ้อ ก่อนที่โลกจะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน

แม้จะเป็นภาวะที่น่าวิตกอย่างยิ่ง แต่บางประเทศยังไม่ลงมือสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากยังไม่มั่นใจกับสภาวการณ์เศรษฐกิจโลก

ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่า คือ กรณีของเกาหลีใต้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BoK) ให้เหตุผลของการตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมว่า

“เศรษฐกิจของเกาหลีใต้คาดว่าจะขยายตัวอย่างมั่นคงต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากภาคส่งออกที่คึกคัก และการฟื้นตัวในภาคการบริโภค และความคล่องตัวด้านการลงทุน ทว่ามีความเป็นไปได้ที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศใหญ่ๆ และวิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มยูโรโซนจะเป็นภัยคุกคามต่อการขยายตัว”

แถลงการณ์ของ BoK แม้จะจำกัดวงเฉพาะเกาหลีใต้ แต่เป็นภาพสะท้อนได้อย่างดีถึงภาวะลักลั่นระหว่างการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย กับการตรึงดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

เพราะท้ายที่สุดแล้วเอเชียยังต้องพึ่งพาตลาดนำเข้าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักๆ เช่น สหรัฐและยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาหลีใต้ ไต้หวัน และนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถสลัดตัวเองได้จากโมเดลเศรษฐกิจของการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

ยังไม่นับประสบการณ์อันเจ็บปวดของเวียดนามที่ปล่อยปละละเลยภาวะเงินเฟ้อ เพราะมัวแต่หมกมุ่นกับภาพมายาในตลาดหุ้น จนกระทั่งภาวะเงินเฟ้อทำลายรากฐานเศรษฐกิจจนสั่นคลอน อีกทั้งตลาดหุ้นเวียดนามที่เคยเป็นตลาดทองของโลก กลับกลายเป็นตลาดที่มีผลงานย่ำแย่ที่สุดในเอเชียในปีนี้

ขณะที่จีนพยายามสลัดตัวจากการพึ่งพาภาคส่งออกจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่แล้วจีนเผชิญกับภัยเสี่ยงจากระดับราคาในตลาดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ นั่นคือความไม่พอใจของสาธารณชนต่อความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการควบคุมราคาสินค้า

สิ่งที่จีนกลัวที่สุดไม่ใช่ตลาดส่งออกที่ปิดตาย แต่เป็นความวุ่นวายจากการจลาจลทางเศรษฐกิจ เพราะประวัติศาสตร์ของจีนเคยมีบทเรียนจากความวุ่นวายทำนองนี้มานักต่อนัก

เงินเฟ้อจึงไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กๆ สำหรับเอเชียที่กำลังคืบหน้าไปด้วยอุณหภูมิเศรษฐกิจที่ร้อนแรง

แต่เป็นคลื่นใต้น้ำที่รอโค่นรากฐานแห่งความมั่งคั่งของเอเชียอย่างไม่ทันตั้งตัว

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ