
Hokkaido Snow Expo 10
หลังอาหารค่ำผมมีนัดกับรุ่นน้องร่วมวงการคนหนึ่งที่พำนักอยู่ในฮอกไกโด รุ่นน้องคนนี้แต่งงานกับคนญี่ปุ่นและทำงานอยู่ในแวดวง
หลังอาหารค่ำผมมีนัดกับรุ่นน้องร่วมวงการคนหนึ่งที่พำนักอยู่ในฮอกไกโด รุ่นน้องคนนี้แต่งงานกับคนญี่ปุ่นและทำงานอยู่ในแวดวงโรงแรมที่พักในฮอกไกโด พอรู้ว่าผมมาทำงาน ที่ซัปโปโรก็อยากหาเวลามาเมาท์มอยกันนัดกันเสร็จสรรพที่ล็อบบี้ชั้นล่างโรงแรมMercure นั่นแหละสะดวกดี น้องบุ๋มมาถึงตามเวลานัดเป๊ะพร้อมด้วยของฝาก 2 กล่องใหญ่ จากร้าน Milk Kobo เปิดดูแทบกรี๊ด เป็น Chucream กับ Cheese Tart ของโปรดทั้งคู่เลย ร้านมิลค์โคโบะเป็นร้านขนมชื่อดังของนิเซโกะ ขนมของร้านนี้มีส่วนผสมจากนมเนยและชีสแทบทั้งนั้น เพราะเจ้าของร้านมีฟาร์มวัวนมขนาดย่อมเป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์แรกที่ผมติดใจจนต้องค้นหาว่ามาจากไหน ก็คือ โยเกิร์ตพร้อมดื่มที่เข้มข้นและอร่อยมาก
หลังจากตามหาร้านจนเจอก็มาติดใจขนมอีก 2-3 อย่างคือ ชูครีม ชีสเค้ก และซูเฟล โดยเฉพาะชูครีมโดดเด่นตรงไส้ที่กัดแล้วทะลักล้นออกมา เลยให้ฉายาว่า ชูครีมไส้แตก ส่วนชีสเค้กชิ้นเล็กเรียวก็นุ่มนวลและรสชาติออกในแนวเดียวกันกับ Snaffle ของฮาโกดาเตะ แต่ที่อยู่เหนือความคาดหมาย ก็คือ ซูเฟลที่นุ่มละมุนหอมหวานอร่อย จนต้องซื้อกลับบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส
ส่วนชีสทาร์ตนี่เป็นของใหม่ เข้าใจว่าคงได้รับอิทธิพลมาจาก Kinotoya เอาจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับชีสทาร์ตของมิลค์โคโบะมากนัก แต่พอได้ชิมครั้งแรกนี่ขอบอกเลยว่า ไม่แพ้ของคิโนะโทะยะ ใครชอบชีสทาร์ตรสชาติเข้มข้นต้องลองของมิลค์โคโบะครับ อาจเป็นเพราะร้านเล็กและทำขายเฉพาะที่ร้านไม่มีการกระจายไปหลายสาขา เลยสามารถใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จากฟาร์มสู่ร้านได้ทันที รสชาติจึงเข้มข้นถึงใจคนชอบนมเนยอย่างผมเป็นพิเศษ พอได้รับเป็นของฝากเลยดีใจจนออกนอกหน้า เพราะถ้าไม่ได้ไปนิเซโกะก็ไม่มีทางได้กินครับ
หลังจากวิสาสะกันพอหอมปากหอมคอก็พากันย้ายวิกไปหาอะไรกินจริงจัง แต่เพิ่งอิ่มจากร้าน Shiki Hanamidori จะให้กินของคาวซ้ำคงไม่ไหว เลยถามดูว่าเคยกินไอติมใส่เหล้าดูหรือยัง คำตอบคือไม่ พร้อมทำหน้าสงสัยว่าหน้าตาอย่างผมไปรู้จักร้านไอติมแบบนี้ได้ไง ผมไม่รีรอรีบพาไปที่ร้าน Milkmura ซึ่งอยู่บนอาคารเยื้องๆ กับโรงแรม ระหว่างรอลิฟต์มีหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่กำลังรออยู่เช่นกัน ดูทรงแล้วไปร้านเดียวกันแน่ พอลิฟต์เปิดผมอาศัยความคุ้นเคยรีบเข้าไปในร้านก่อนวัยรุ่นกลุ่มนั้นเพราะกลัวไม่มีที่นั่ง สุดท้ายก็ได้นั่งตรงมุมโปรดที่ดีที่สุดในร้านสมใจ
ร้านมิลค์มูระเป็นร้านไอศกรีมที่แปลกพิสดารที่สุดที่ผมเคยกินมา เมนูของร้านนี้มีแค่ 3-4 อย่าง ทุกอย่างจะเสิร์ฟไอศกรีมวานิลลาเป็นหลัก แล้วให้เลือกท็อปปิ้งที่เป็นเหล้าและลิเคียวร์นับร้อยชนิด ปกติผมจะเลือกเมนู A ที่มีเครื่องเคียงพวกโยเกิร์ต แป้งเครป พายกรอบ และครีมสดมาพร้อมกับเหล้าหรือลิเคียวร์ให้เลือกอีกคนละ 2 ชนิด อย่างรอบนี้เรามากัน 3 คน ก็เลือกได้ 6 ชนิด สำหรับมือใหม่วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ การขอคำแนะนำจากคุณป้าภริยาเจ้าของร้านที่ทำหน้าที่รับรองและรับออร์เดอร์ลูกค้า
นอกจากสกอตช์วิสกี้ Ballentine’s30 ปีแล้ว ที่เหลืออีก 5 ชนิด ให้ป้าแกแนะนำให้หมด และก็เป็นธรรมเนียมที่คุณป้าจะแถมลิเคียวร์ชาให้อีกอย่างเสมอ พักเดียวไอศกรีมในถ้วยเบียร์เย็นเจี๊ยบก็ถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและแก้วใส่ท็อปปิ้งเหล้าอีก 7 ใบ พอวางบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าลายจุดมันดูสวยละลานตามาก แก้วเหล้าใบจิ๋ววางบนจานรองสีทองอร่าม ทุกใบมีป้ายบอกชนิดของเหล้าเป็นรูปหัวใจ เขียนด้วยมือแล้วเคลือบด้วยพลาสติกใสแนบมาด้วย ยิ่งทำให้ดูมุ้งมิ้งน่ารักเข้าไปอีก พอของทุกอย่างมาวางตรงหน้า ใครไม่เคยมาก็จะกินยากสักหน่อยเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร งั้นมาลองกันเลย
อย่างแรก คือ ใช้ช้อนตักไอติมขึ้นมาแล้วพักวางไว้ตรงขอบถ้วย ช้อนมีรอยหยักที่ถูกออกแบบมาให้วางได้พอดีเป๊ะ จากนั้นก็เลือกท็อปปิ้ง จะเป็นเหล้าหรือเครื่องเคียงก็แล้วแต่ชอบ เอามาเหยาะหรือวางบนไอศกรีมก่อนจะใส่ปาก เครื่องเคียง 4 อย่าง กับเหล้า 7 ชนิด เท่ากับเราได้กินไอศกรีม 11 รสชาติที่แตกต่างกัน และสำหรับคนที่ชื่นชอบไอศกรีมมากเป็นพิเศษก็สามารถขอเติมได้อีก 1 ครั้ง ผมนี่เติมประจำเลย ไม่ได้งกนะครับ แต่มันอร่อยจริงๆ น้องที่มาด้วยกันตักกินอย่างสนุกสนานเติมนู่นใส่นี่ดูตื่นเต้นไม่น้อย เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับราคาเพียงแค่ 1,390 เยนเท่านั้น
หลังเสร็จศึกไอติม ใจจริงอยากชวนน้องไปซัดราเมนแก้หนาวกันต่อ แต่ติดขัดตรงน้องเขาต้องขับรถกลับที่พักแถวนิเซโกะอีก 2 ชั่วโมง บนถนนอุดมไปด้วยหิมะ จึงต้องร่ำลากันตั้งแต่ 4 ทุ่ม ส่วนผมไหนๆ ก็อยู่ตรงย่านซูซูกิโนะแล้ว อย่ากระนั้นเลย ขอไปเยี่ยมร้านราเมนสุดโปรดเสียหน่อย มาซัปโปโรแล้วไม่ได้กินมิโซะราเมนมันเหมือนขาดความสมบูรณ์ และถ้าจะกินมิโซะราเมนที่ถือว่าเป็นตำนานก็ต้องไม่พลาดร้าน Sumire อันที่จริงแถวซูซูกิโนะนั้นมีร้านราเมนหลายสิบร้านทั้งในตรอกราเมนและสแตนด์อะโลน ร้านขึ้นชื่ออย่าง Keyaki หรือ Shirakaba Sanso ก็หาทานได้แถวนี้เช่นกัน แต่ผมเป็นคนชอบความเข้มข้น ซึ่งบังเอิญว่า Sumire ตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าเจ้าอื่น ก็เลยติดใจมาจนทุกวันนี้ มิโซะราเมนอันมีต้นกำเนิดที่ฮอกไกโดนั้นเป็นอาหารจานเส้นที่เหมาะกับสภาพอากาศหนาวจัดอย่างแท้จริง
ในอดีตราเมนธรรมดาไม่สามารถรักษาความร้อนไว้ได้นาน แต่ด้วยทักษะและการสังเกตของชาวเหมืองแร่จึงได้มีการนำมิโซะไปผสมลงในซุปร้อนๆ ของราเมนเพื่อรักษาความร้อนให้อยู่ได้นานขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่ชอบซดซุปเวลากินราเมนนี่ต้องระวังลวกปากกันให้ดี อีกประการที่ทำให้ซุปของมิโซะราเมนเก็บความร้อนได้ดี ก็คือ กระบวนการปรุงน้ำซุป ถ้าเป็นราเมนชนิดอื่นจะใช้น้ำซุปที่ต้มอยู่ในหม้อ แต่ซุปของมิโซะราเมนส่วนใหญ่จะเกิดจากการนำเครื่องไปผัดในกระทะซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้น้ำมัน จากนั้นถึงตักซุปลงไปปรุงกับเครื่องในกระทะ น้ำซุปจึงถูกกักความร้อนไว้ด้วยทั้งมิโซะและไขมันนั่นเอง ยิ่งเป็นมิโซะราเมนของร้าน Sumire ที่เข้มข้นกว่าของเจ้าอื่นๆ ด้วยแล้วละก็ ผลีผลามซดซุปไปมีลิ้นพองแน่
แต่ถึงกระนั้น ราเมนของซูมีเระก็เป็นอันดับหนึ่งในใจของผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ยังหาคนมาโค่นไม่ลง ถ้าใครชอบราเมนรสชาติแมนๆ ต้องยกให้เจ้านี้เลยครับ







