
ใบสั่ง คสช.?
“อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ” นั่นคือคำพูดของทหารท่านหนึ่งที่มาเป็นกรรมาธิการ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ”
นั่นคือคำพูดของทหารท่านหนึ่งที่มาเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่กำลังรีบเร่งพิจารณาในวาระที่ 2 อันเป็นการพิจารณาเรียงตามมาตราให้เสร็จภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ หลังจากที่ได้ผ่านวาระที่ 1 ในขั้นรับหลักการมาแล้วเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ สนช.พิจารณาแล้วลงมติว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมาย (หรือไม่) ในการพิจารณาวาระที่ 3 ภายในเดือน มิ.ย.นี้
ความหมายของทหารท่านนี้ก็คือ การที่ท่านแจ้งความประสงค์มาเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการนี้ ก็เพื่อจะได้มาต่อสู้และเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการและควบคุมพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองนั้นก็เหมือนกับถ้ำเสือ และนักการเมืองก็เหมือนลูกเสือ (ความจริงนั้นคือพ่อเสือแม่เสือมากกว่า) โดยที่ทหารซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากการส่งเสริมของ คสช.นั้น เห็นว่าควรจะต้องเข้ามาจัดการควบคุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อันเป็นนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งในการที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีทหารบางท่านในคณะกรรมาธิการนี้ที่ดูออกจะมีความเห็นอกเห็นใจพรรคการเมือง (แต่ไม่รวมถึงนักการเมือง) หลังจากที่พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้มาได้สัก 3-4 ครั้ง นั่นก็คือท่านมีความเห็นว่าร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ดูจะ “เข้มงวดกวดขัน” เอากับพรรคการเมืองต่างๆ มากจนเกินไป แล้วท่านก็มีความคิดเอนเอียงมาทางนักวิชาการที่พยายามจะแก้ไข “ความแข็งตึง” ของ พ.ร.ป.ฉบับนี้ ที่มีผู้เขียนและอาจารย์พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นแนวร่วมช่วยกันอยู่ โดยสู้กับฝ่ายผู้ร่างที่มาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ผนึกกำลังกันกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา
การพิจารณากฎหมายหลายท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เคร่งเครียด น่าเบื่อหน่าย และต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมากเป็นพิเศษ แต่สำหรับผู้เขียน (กับคนที่พยายามมองกระบวนการทางรัฐสภาและการเมืองไทยในแง่ดี) กลับมองว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน น่าสนใจใฝ่เรียนรู้ และมีประโยชน์อย่างสำคัญ โดยจะขอยกบรรยากาศในการร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟังเป็นตัวอย่าง
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองนี้มีจำนวน 31 คน โดยมี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) สมัยที่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นประธานคณะกรรมาธิการ โดยที่มีนายทหารร่วมอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้รวม 22 คน ทั้งนี้หลายท่านที่ขอมาเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการชุดนี้ต่างให้เหตุผลในตอนที่แนะนำตัวในคราวการประชุมคณะกรรมาธิการนัดแรกว่า “อยากมาเรียนรู้และช่วยสร้างระบบพรรคการเมืองไทยให้ดีขึ้น” รวมถึงที่บอกว่า “ถ้าอยากจะได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ” นั้นด้วย
ร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้มี 142 มาตรา การประชุม 5 นัดที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมานั้นพิจารณาไปได้เพียง 49 มาตรา แม้จะมีการเร่งประชุมอย่างเต็มที่ ซึ่งปกติก็ประชุมกันสัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธ แต่ท่านประธานเกรงว่าจะพิจารณาได้ไม่ทันจึงให้เพิ่มวันพฤหัสบดีและวันศุกร์เข้าไปอีก จึงกลายเป็นว่าประชุมกันทั้งสัปดาห์ไม่มีวันหยุด ความน่าสนใจของการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.นี้ไม่ได้อยู่ที่ความเร่งรัดของเวลา แต่ว่าไปอยู่ที่การ “ชิงไหวชิงพริบ” กันของกรรมาธิการ ที่ฝ่ายหนึ่งก็พยายาม “เอาผิด” กับอีกฝ่ายหนึ่งที่พยายาม “ต่อลมหายใจ” ให้แก่นักการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นประเด็นในการต่อสู้นี้
ถ้าใครได้ฟังท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่เสนอร่าง พ.ร.ป.นี้เข้าสู่สภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระแรกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนั้น ก็จะได้ยิน “เต็มหู” ว่า “จำเป็น” ที่จะต้องเข้าจัดการและควบคุมพรรคการเมืองอย่างเข้มงวด เนื่องด้วยพรรคการเมืองและนักการเมืองของประเทศไทยนี่เองที่มีส่วนในการสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างรุนแรง ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายท่านคงจะตีความไปถึงกระทั่งว่า “นี่แหละใบสั่ง คสช.”
ผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยนึกว่าการออกกฎหมายที่เป็น “ยาแรง” เหล่านี้คือ “ใบสั่ง คสช.” แต่หลังจากที่ได้เข้ามาร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองร่วมกับนายทหารอีกจำนวน 20 กว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหรือมาจาก คสช.นี้ กลับทำให้ต้องเปลี่ยนความเชื่อดังกล่าว (แต่ก็ขอสงวนสิทธิที่จะยังไม่เปลี่ยนทั้งหมด) ไปเป็นว่าทหารก็มีความรักระบอบประชาธิปไตยอยู่มากเหมือนกัน
ความรักในระบอบประชาธิปไตยของทหารเหล่านี้เห็นได้จาก แม้ในจิตใจที่ถูกอบรมกล่อมเกลามาในระบบทหารจะทำให้อยากจัดการเด็ดขาด “เอาเป็นเอาตาย” กับภัยของชาติและราชบัลลังก์ แต่เมื่อต้องมีจุดมุ่งในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องอาศัยการกระทำด้วยเหตุและผล ส่วนหนึ่งก็คือต้องร่วมปรึกษาหารือกับกลุ่มต่างๆ ในสังคม ดังที่ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ ก็ต้องรับฟังความเห็นและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ ให้เต็มที่อย่างรอบด้าน อันเป็น “สันดานประชาธิปไตย” ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคย แต่กระนั้นทหารก็มีความเข้าใจว่า ถ้าจะร่วมกับคนไทย “ก้าวเดินไปในหนทางประชาธิปไตย” ก็ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำอย่างนี้
เขียนมาถึงตรงนี้ความรู้สึก “อึดอัด” ที่เคยมีต่อแนวคิดของทหารโดย คสช.ที่บอกว่าจะควบคุมประเทศนี้ต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี ภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาตินั้น ก็ค่อยบรรเทาเบาบางลง เพราะจากที่ได้สัมผัสกับทหารยุคนี้มาระยะหนึ่ง ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคนที่ดื้อดึงหรือเข้าใจอะไรยากแต่อย่างใด
ดูบิ๊กตู่สิครับ ทะเลาะไป หัวเราะไป น่ารักซะไม่มี







