
ต้องปราบจริงค้ามนุษย์
กรณีตำรวจขันนอตกวดขันกวาดล้างอาชญากรรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์กันอย่างเต็มที่ในช่วงนี้แล้วทำให้เกิดข้อสงสัยและคำถามมากมาย
กรณีตำรวจขันนอตกวดขันกวาดล้างอาชญากรรมเกี่ยวกับการค้ามนุษย์กันอย่างเต็มที่ในช่วงนี้แล้วทำให้เกิดข้อสงสัยและคำถามมากมาย ว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะเรื่องการค้าประเวณีเด็กที่ จ.แม่ฮ่องสอน
เรื่องนี้น่าตกใจเพราะแม่ของเด็กออกมาร้องเรียนว่า ตำรวจ สภ.น้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน บังคับลูกสาวค้าประเวณี และเมื่อมีการขยายผล ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐและข้าราชการหลายระดับเข้ามาพัวพันจำนวนมาก แต่กว่าจะเป็นข่าวออกมาให้สังคมได้รับรู้และมีการสอบสวนกันอย่างจริงจัง ผู้เป็นแม่ต้องบากหน้าไปร้องเรียนต่อหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพากันนิ่งเฉยเหมือนไม่อยากยุ่งเพราะเกรงกลัวอิทธิพล
ขณะเดียวกัน เมื่อเรื่องนี้แดงออกมา ผู้เป็นแม่บอกว่า ฝ่ายที่ก่อเหตุได้ติดต่อผ่านคนกลางเสนอเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อแลกไม่ให้เดินเรื่องเป็นคดีค้ามนุษย์ ขอเป็นแค่การค้าประเวณีเท่านั้น แต่แม่ของเด็กก็ปฏิเสธ
นอกจากนั้น ตามข่าวยังบอกอีกว่า รูปแบบการชักนำเด็กเข้าไปสู่วงจรค้าประเวณีในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน นั้น มีการกระทำเป็นขบวนการมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันมีกลุ่มแม่เล้าอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก เด็กสาว
ทั้งหลายที่ต้องเดินเข้าสู่วงการอุบาทว์ยากที่จะรู้เท่าทันเกมของกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์จากเด็ก และยังพยายามให้เพื่อนๆ ของเด็กที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยการเข้าไปตีสนิทและมอบสิ่งของกำนัล เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นฮิต หรือเครื่องใช้ เครื่องประดับราคาแพง ซึ่งเป็นวัตถุที่เด็กเห็นก็อยากได้ รวมไปถึงการชักชวนให้เสพยาเสพติด และแอบถ่ายวิดีโอคลิปไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบังคับขู่เข็ญว่ามีหลักฐานเอาผิดถึงติดคุกได้
ที่สุดแล้ว กลุ่มเด็กสาวที่ตกเข้าสู่กระบวนนี้ ส่วนหนึ่งก็เต็มใจที่จะยึดเป็นอาชีพ เพราะเห็นว่าทำแล้วมีเงินใช้ไม่ขาดมือ ที่พวกเขาคิดเช่นนั้นก็เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กที่มาจากครอบครัวมีฐานะยากจน
แม่ของเด็กผู้เสียหาย ยังบอกรายละเอียดด้วยว่า ในแต่ละครั้งที่นำเด็กสาวไปบริการข้าราชการระดับสูง ถึงกับมีการใช้รถตราโล่ของ สภ.แห่งหนึ่งไปส่งตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟลตตำรวจหลังโรงพัก บ้านพักข้าราชการในแขวงการทาง และรีสอร์ทต่างๆ
จะว่าไป กรณีน้ำเพียงดินนั้น ถือเป็นด้านมืดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวที่คล้ายคลึงกันนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตและยังมีอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งตกเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว หรืออยู่ในสถานะเพียงเป็นเรื่องที่รู้กันในกลุ่มนักท่องราตรี จนกลายเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน
อย่างไรก็ตาม ถือว่า คดีน้ำเพียงดิน ได้สร้างกระแสสังคมจนกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้ตำรวจออกมาเต้นฟุตเวิร์กในหลายพื้นที่ ว่าจะจัดการปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ศรีวราห์
รังสิพรามณกุล รอง ผบ.ตร. ถึงกับออกมาบอกความคืบหน้าในการแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง ว่า ขณะนี้ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ถึง 37 คดี
ในขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้แถลงผลการกวาดล้างจับกุมการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-
5 พ.ค.สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง รวม 15 คน นอกจากนี้ในพื้นที่ สน.ประชาชื่น ตำรวจท้องที่ร่วมกับ 191 ยังจับกุมผู้ต้องหาลวงหญิงวัย 14 และ 16 ปี ค้าประเวณีอีกด้วย
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ นั้นเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แต่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากหากเจ้าหน้ารัฐกวดขันอย่างจริงจัง ไม่แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง หรือเข้าไปร่วมขบวนการเสียเอง
ที่สำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่าจัดการเรื่องนี้แบบไฟลามทุ่ง ขึงขังแค่ตามกระแสสังคม ผ่านไปไม่เหลือกระแสใดๆ กดดันก็กลับมาอีก รวมถึงต้องเข้าไปจัดการถึงต้นตอของปัญหา บูรณาการการจัดการร่วมกับหน่วยงาน อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ให้ปัญหานี้หายไปจากสังคมไทยเสียที







