
ชมศาลเจ้าโจวซือกง อายุ 230 ปี ที่ตลาดน้อย
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยือนศาลเจ้าเก่าแก่อายุ 230 ปี โจวซือกง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลาดน้อย เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2560
โดย...ส.สต
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยือนศาลเจ้าเก่าแก่อายุ 230 ปี โจวซือกง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลาดน้อย เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2560 โดยความอนุเคราะห์ของ สัก กอแสงเรือง ผู้มีชื่อเสียงด้านทนายความ
คุณสักได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ศิษย์เก่าสำนักอาจารย์ทวี เจริญพิทักษ์ ทำคดีดังๆ มานับไม่ถ้วน พอๆ กับทำงานเพื่อสังคม ถ้าดูตำแหน่งที่ระบุในนามบัตรตาจะลายเพราะเยอะมาก แต่วันนี้พาชมศาลเจ้าโบราณ ในตำแหน่งผู้จัดการปกครองศาลเจ้า
ก่อนอื่นท่านพาไปไหว้หลวงปู่โจวซือกง หรือเทพเจ้าองค์ดำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนมานานนับร้อยปี พร้อมกับชี้ให้ดูจีวรลายมังกรและโป๊ยเซียน ซึ่งผู้ที่จะสวมใส่จีวรนี้ได้ต้องได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้เท่านั้น แสดงถึงคุณธรรมล้ำเลิศของหลวงปู่ที่เต็มไปด้วยบุญญาธิการ คุณสักเล่าความเป็นมาของหลวงปู่ไว้ในหนังสือชื่อ ศาลเจ้าโจวซือกง ซึ่งมีทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ ว่า
ประวัติหลวงปู่โจวซือกง ชื่อเดิม เฉิน ผู่ จู้ เป็นชาวอำเภอยงชุน มณฑลฮกเกี้ยน เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เมื่อวันที่ 6 เดือน 1 ค.ศ. 1047 (พ.ศ. 1590) ท่านได้อุปสมบทเป็นสามเณรเมื่ออายุยังน้อยที่สำนักสงฆ์ต้าหยินเอี้ยน บวชเรียนถือศีลตั้งแต่นั้นมา ท่านได้ธุดงค์สู่เขากาวไท่ซัน เพื่อถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ หมิงกงฉานซือ ที่เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ หลังจากสืบทอดวิชาความรู้อย่างเต็มเปี่ยม ท่านมุ่งหน้าถึงสำนักสงฆ์หม่าจาง เพื่อเผยแผ่ธรรมะและบุญกุศลแก่สาธุชน ท่านได้สร้างถนนหนทาง สร้างสะพาน และรักษาผู้เจ็บป่วยที่ประสบความทุกข์ยากทั้งหลาย ทำให้ชื่อเสียงของท่าน ซึ่งมีนามในขณะนั้นว่า “หลวงพ่อหม่าจาง” ขจรขจายไปทั่ว ค.ศ. 1083 (พ.ศ. 1626) อำเภอชิงซี (ปัจจุบันเป็นอำเภออันซี) ประสบภัยแล้งอย่างหนัก ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงปู่มาทำพิธีขอฝน เมื่อท่านเดินทางมาถึง ฝนตกลงมาดังปาฏิหาริย์เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาขอให้ท่านพำนักที่นี่ และร่วมกันสร้างอาคารปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศล บริเวณภูเขาเผิงหลาย โดยให้ชื่ออาคารนี้ว่า “ชิงสุ่ยเหยียน” ความเมตตาและผลงานต่างๆ ของท่าน เช่น สร้างวัดวาอาราม ปลูกป่าไว้สำหรับปฏิบัติธรรม สร้างสะพาน รักษาคนเจ็บป่วย และเผยแผ่ธรรมะ ชื่อเสียงของท่านเป็นที่กล่าวขานว่า “ที่ใดประสบภัยพิบัติ นิมนต์ท่านช่วยปัดเป่าขจัดภัยต่างๆ ได้” เมื่อวันที่ 13 เดือน 5 ปี ค.ศ. 1102 (พ.ศ. 1645) หลวงปู่โจวซือกงได้ถึงแก่มรณภาพ มีเรื่องเล่าขานว่า “ท่านมรณะได้ 3 วันแล้ว แต่หน้าตาของท่านไม่แตกต่างจากเดิม” ทำให้สาธุชนทั้งหลายเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้บูชาจำนวนมาก อัฐิของท่านประดิษฐานใต้เจดีย์ “เจิน คง ถ่า” (ปัจจุบันคือสุสานโจวซือ) และในโบสถ์ของวัดชิง สุ่ย เหยียน ได้ประดิษฐานรูปแกะสลักไม้จันของท่านไว้ให้สาธุชนได้กราบไหว้ขอพรต่อไป
ศาลเจ้าแห่งนี้รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าวัดชุนเฮงยี่ มีป้ายติดที่หน้าศาลเป็นหลักฐาน เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่จากป้ายที่ติดตั้งสองข้างประตูบันทึกคำโคลงว่าเป็นปีที่ 10 ของรัชสมัยถงจื้อ ราชวงศ์ชิง ตรงกับรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของหลวงปู่โจวซือกง พร้อมทั้งเทพเจ้าอื่นๆ ที่ชาวจีนให้ความเคารพนับถือ อาทิ เทพเจ้าฟ้าดิน ตั่วเล่าเอี้ย เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้า 36 องค์ และเจ้าแม่กวนอิม เคยได้รับรางวัลศาลเจ้าดีเด่นจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อ พ.ศ. 2541 ด้วย
ความงดงามด้านสถาปัตยกรม สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยเฉพาะส่วนบนสุดตรงสันหลังคาประดับด้วยมังกรคู่ชูลูกแก้ว พร้อมด้วยหงส์คู่ชูดอกโบตั๋น
เมื่อหันหน้าเข้าหาประตูศาลเจ้าจะพบสิงโตคู่ (ตัวผู้จะอยู่ซ้ายมือ ตัวเมียอยู่ขวามือ) โดยเชื่อกันว่าคอยปกปักรักษาให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ
เมื่อแหงนดูด้านบน ที่ประตูทางเข้าจะพบศิลปะลายปูนปั้นตุ๊กตาจีน 3 มิติ ผนังเป็นกรอบรูปปั้นเสมือนเป็นฉากในโรงละครอุปรากรจีน (งิ้ว) และโครงสร้างสถาปัตยกรรมรูปแบบสมัยราชวงศ์ชิงที่เก่าแก่มาก
คุณสักยังได้ชี้ชวนให้ชมระฆังโบราณที่แขวนหน้าศาลเจ้า ว่าเป็นระฆังสมัยราชวงศ์ชิง หรือสมัยกรุงธนบุรี แปลว่าอายุ 235 ปีขึ้น
ท่านที่แต่งกายสุภาพเข้าชมได้เสมอส่วนประชาชนแต่งชุดขาวในเทศกาลกินเจยิ่งได้สิทธิเข้าบูชาใกล้ชิดหลวงปู่ บูชาแล้วขออะไรมักจะได้สมปรารถนา ดังนั้นศาลเจ้าโบราณแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ถือศีลกินเจเป็นพิเศษ ในเทศกาลกินเจประมาณเดือน ก.ย. ทุกปี







