posttoday
การเพิ่มอัตราการเกิด... ไม่ง่ายอย่างที่คิด

การเพิ่มอัตราการเกิด... ไม่ง่ายอย่างที่คิด

06 พฤษภาคม 2560

ทางออกที่สำคัญในการบรรเทาปัญหาสังคมสูงวัย คือ การเพิ่มการเกิด โดยการวัดการเกิดที่เป็นที่นิยมตามมาตรฐานสากล

โดย...ดร.ทัศนีย์ สติมานนท์ ผู้ประสานงาน SRI 9 สกว. คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ทางออกที่สำคัญในการบรรเทาปัญหาสังคมสูงวัย คือ การเพิ่มการเกิด โดยการวัดการเกิดที่เป็นที่นิยมตามมาตรฐานสากลสามารถวัดได้จากอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate : TFR) ซึ่งคือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงสามารถให้กำเนิดได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ของตน ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์รวมเท่ากับ 1.51 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเกิดทดแทน ทำให้ World Bank คาดการณ์ว่า ประชากรไทยจะสูงที่สุดในปี 2566 ซึ่งจะมีประชากรเท่ากับ 68.67 ล้านคน หลังจากนั้นจำนวนประชากรจะลดลงเรื่อยๆ จนเท่ากับ 62.45 ล้านคนในปี 2593 ซึ่งการลดลงของจำนวนประชากรอาจส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP ลดลง หลายฝ่ายจึงตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการเกิดลดลง และพยายามหาทางแก้ไขหรือบรรเทาปัญหานี้

แต่การเพิ่มอัตราการเกิด ... ไม่ง่ายอย่างที่คิด และอันที่จริงแล้ว ประสบการณ์จากประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นว่านโยบายส่งเสริมการเกิดนั้นมีประสิทธิผลน้อยกว่านโยบายลดการเกิด เนื่องจากครอบครัวตระหนักว่าการมีบุตรเพิ่มขึ้นจะเพิ่มรายจ่ายของครอบครัวเป็นอย่างมาก

หลายประเทศได้พยายามแก้ปัญหาการเกิดที่ลดลงด้วยการให้เงินอุดหนุนครอบครัวที่มีบุตร เช่น อิตาลี ตุรกี โปแลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งบางประเทศจะให้เฉพาะเงินอุดหนุนเฉพาะครอบครัวที่มีฐานะยากจนเท่านั้น ประเทศเหล่านี้จะให้จำนวนเงินอุดหนุนในอัตราก้าวหน้า กล่าวคือ รัฐให้เงินต่อคนเพิ่มขึ้น เมื่อครอบครัวมีบุตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐต้องการให้ครอบครัวที่เคยมีบุตรแล้วตัดสินใจมีบุตรเพิ่มขึ้น เพราะการสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวที่เคยมีบุตรง่ายกว่าการสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวที่ไม่เคยมีบุตร (ตามหลักการของ Economies of scale กล่าวคือ พ่อแม่มีต้นทุนคงที่ในการเลี้ยงลูก เช่น ได้การศึกษาวิธีเลี้ยงลูกแล้ว มีของใช้สำหรับเด็กบางอย่างแล้ว) อย่างไรก็ตาม นโยบายการให้เงินอุดหนุนข้างต้นยังไม่สามารถกระตุ้นให้เพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์รวมได้เท่าไรนัก

สิทธิการลางานของพ่อแม่เพื่อเลี้ยงบุตรก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนตัดสินใจมีบุตร ข้อมูลของกลุ่มประเทศ OECD ที่แสดงอัตราการเจริญพันธุ์รวม และจำนวนสัปดาห์ที่แม่สามารถลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับการจ่ายเงินเต็มจำนวนหรือเทียบเท่า (Full-rate equivalent) ซึ่งการจ่ายเงินนั้นรัฐอาจเป็นผู้จ่ายหรือนายจ้างอาจเป็นผู้จ่าย หรือเป็นการจ่ายร่วมกัน พบว่าประเทศในแถบสแกนดิเนเวียมีอัตราการเจริญพันธุ์รวมสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยประเทศกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอนุญาตให้แม่สามารถลาได้โดยได้รับเงินเต็มจำนวนหรือเทียบเท่านานกว่าประเทศอื่น

ปัจจัยอื่นที่สำคัญในการกำหนดการตัดสินใจมีลูก คือ การสนับสนุนจากนายจ้างและวัฒนธรรมการทำงาน ตัวอย่างเช่น พ่อบ้านเกาหลีใต้มีสิทธิลางานเพื่อช่วยเลี้ยงลูกได้ 5 วัน แต่มีเพียงร้อยละ 2 ที่ใช้สิทธิการลา ในขณะที่พ่อบ้านเดนมาร์กสามารถลางานได้ 2 สัปดาห์ และมีพ่อบ้านร้อยละ 60 ที่ใช้สิทธิการลา สาเหตุที่พ่อบ้านเกาหลีใต้มีสัดส่วนการลางานต่ำ คือ การเกรงว่าหากตนลาครบตามสิทธิที่ได้รับจะทำให้ถูกมองว่าเป็นคนเกียจคร้านหรือเฉื่อยชา และการหาคนมาทำงานแทนหากทำงานกับบริษัทขนาดเล็กเป็นเรื่องยาก ในขณะที่พ่อบ้านเดนมาร์กให้ความสำคัญกับการจัดเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับการเลี้ยงดูลูก ทำให้บริษัทต้องมีนโยบายส่งเสริมการสร้างครอบครัวเพื่อดึงดูดแรงงานที่มีความสามารถมาร่วมงาน

วัฒนธรรมการทำงานหนักก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การเกิดลดลง ประเทศที่ประชากรมีจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยมากกว่าจะทำให้มีอัตราการเจริญพันธุ์รวมต่ำ ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) จึงเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ทัศนคติทางสังคม (Social Attitudes) ที่ผู้ชายควรมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจมีลูกเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึงอายุ 3 ขวบ สำหรับครอบครัวฐานะยากจนเป็นจำนวน 600 บาท/เดือน ซึ่งนโยบายนี้อาจไม่มีผลกระตุ้นให้มีบุตรมากขึ้น หากแต่เป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน โดยนโยบายที่สำคัญของไทยที่ควรดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเกิดต่อไปควรเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต และในปัจจุบันได้มีบริษัทเอกชนบางแห่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้บ้างแล้ว

นโยบายการส่งเสริมการเกิดนั้นต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด หรือการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้างหากรัฐมีนโยบายที่จะให้ลางานเพื่อเลี้ยงลูกได้นานขึ้น นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมการเกิดยังควรทำควบคู่ไปกับนโยบายด้านสวัสดิการที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามช่วงวัยเพื่อเตรียมให้เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังแรงงานที่มีประสิทธิภาพในอนาคต และนี่คือการที่รัฐต้องเสียสละ “งบประมาณวันนี้” เพื่อให้มีประชากรเพิ่มขึ้นและมี “รายรับเพิ่มขึ้นในวันหน้า” หรือการที่รัฐต้องตัดสินใจสละ “กำลังแรงงานในการผลิตในวันนี้” เพื่อให้ได้ “แรงงานที่มีจำนวนและคุณภาพที่เพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า” และการตัดสินใจเลือกที่จะก่อให้เกิดความสมดุลเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก แต่เป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องขบคิดหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง