posttoday
ร่วมมือแก้ปัญหา

ร่วมมือแก้ปัญหา

06 พฤษภาคม 2560

สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ (สศป.) สถาบันในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการศึกษาประสิทธิผลทางภาษี

สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ (สศป.) สถาบันในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการศึกษาประสิทธิผลทางภาษีของประเทศในการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งพบว่าไทยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดในอาเซียน มีอัตราเรียกเก็บจริงอยู่ที่ 7.6% แม้ว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายจะอยู่ที่ 20% ก็ตาม

สิ่งที่สถาบันป๋วยฯ ชี้ให้เห็นคือ ต้นทุนทางการคลังที่เกิดจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้ คิดเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นราว 2.24 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับยอดรายได้ของรัฐจากเงินได้บุคคลธรรมดา และที่สำคัญสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้ ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ ยังมีปัจจัยเรื่องความยากง่ายในการทำธุรกิจ กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจสมัยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนเร็ว

ก่อนหน้านี้ แม้แต่กระทรวงการคลังยังมีข้อกังขาว่าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้ให้นักลงทุนไปแล้วผ่านโครงการส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่กลับยังไม่เห็นเม็ดเงินที่เกิด
จากการลงทุนจริง จึงให้บีโอไอไปตรวจสอบ ซึ่งบีโอไอต้องออกมายืนยันว่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนและยอดลงทุนจริงช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี 2560 นี้ มียอด 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีการลงทุนมากน้อยแค่ไหนคงไม่มีใครรู้

ขณะที่ก็มีตัวเลขด้านอื่นๆ เข้ามาช่วยสะท้อนภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นอย่างดี เช่น อัตราการว่างงานในเดือน เม.ย. 2560 เพิ่มขึ้น 7.7 หมื่นคน หรือคิดเป็นอัตราว่างงานร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 1.0 แม้ตัวเลขการว่างงานจะไม่สะท้อนภาพทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ดีนัก

ดังนั้น แม้ไทยจะมีศักยภาพในทำเลที่ตั้งและความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน แต่หากยังมีปัญหาที่โครงสร้างหลักทำให้โครงการต่างๆ ไม่สัมฤทธิ์ผล ซึ่งนอกจากปัญหาโครงสร้างด้านขั้นตอนต่างๆ กฎ ระเบียบและกฎหมายต่างๆ แล้ว การคอร์รัปชั่น ก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนึ่งที่ฝังรากในสังคมไทย และเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ กรณีตัวอย่างการทุจริตในโครงการอี-บิดดิ้ง ที่ถึงแม้จะมีระบบที่เชื่อว่าจะสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้พยายามผลักดันการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ แต่ผ่านมาเกือบ 3 ปี กลับไม่เห็นสิ่งใดเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่โครงการเนชั่นแนล ซิงเกิ้ล วินโดว์ หรือการบูรณาการขั้นตอนการทำธุรกิจให้แล้วเสร็จภายในจุดเดียววันนี้ยังไม่เห็นภาพ โครงการหลักประกันทางธุรกิจ ที่แม้จะมีการออกกฎหมายมาแล้ว แต่ในขั้นปฏิบัติยังไม่เห็นผลเช่นเดียวกัน จนเสนอให้ใช้มาตรา 44 ในการแก้ปัญหานี้ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่ธนาคารโลกจะมาเก็บข้อมูลทำรายงาน Ease of Doing Business ในเดือน พ.ค.นี้

จากการกำหนดระยะเวลาในการเลือกตั้งใหม่ของรัฐบาล ระยะเวลาอีกเพียง 1 ปี ซึ่งยังไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้มากน้อยเพียงใด แต่ถึงเวลาที่ต้องเร่งเครื่องอย่างเต็มที่ ที่จะลงมือแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างหลักของประเทศในทุกๆ ด้าน โดยที่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่ ถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของประเทศ ก่อนที่เราจะถอยหลังมากไปกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์