
หุ้นไทยเดินหน้าต่อ
ตลาดหุ้นในเดือน เม.ย. อ่อนตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยง (Risk-Off)
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล
ตลาดหุ้นในเดือน เม.ย. อ่อนตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยง (Risk-Off) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitical Risk) สังเกตได้ว่ามีความถี่มากขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน สำคัญท่าทีของสหรัฐที่แข็งกร้าวขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ หากประเมินในด้านของเศรษฐกิจพบว่าการเติบโตยังคงดำเนินต่อไป รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นปัจจัยหนุนหลักในปี 2560 ต่อตลาดหุ้น
เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นแถบอาเซียน เนื่องจากประเมินว่าตลาดหุ้นแถบเอเชียเหนือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐ-เกาหลีเหนือ ด้านความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐลดลง ล่าสุดมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง อาจเป็นช่วงเดือน มิ.ย./ก.ค. หลังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ล่าช้ากว่าคาดการณ์ ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐไม่น่าจะแรงเกินที่เฟดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ทำให้เรายังคงยืนยันมุมมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสพักตัวในไตรมาส 2 ปี 2560 จากเงินทุนที่ไหลออกไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าปัจจัยหนุนในประเทศระยะสั้น คือ การประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาสแรกของปี กลุ่มเด่น ได้แก่ พลังงาน ปิโตรเคมี และท่องเที่ยว เป็นต้น รวมถึงการเติบโตของอัตราการขยายตัวจีดีพีงวดไตรมาสแรกของปี ที่ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะบวก 3.5%
ความกลัวเพิ่มขึ้น...แต่ไม่น่ากลัว
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีแนวโน้มดีกว่าคาด หลังจากผ่านรอบแรกไปแล้วผลปรากฏว่า เอมมานูเอล มาครอง ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนสหภาพยุโรปมีคะแนนนำ มารีน เลอ เปน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าการเลือกตั้งรอบ 2 วันที่ 7 พ.ค. มาครองจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส ซึ่งจะช่วยสร้างจิตวิทยาเชิงบวกให้กับการเลือกตั้งเยอรมนีในช่วงปลายปี 2560 จากรูปส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของเยอรมนีกับฝรั่งเศสหลังการเลือกตั้งพบว่าลดลง สะท้อนความเสี่ยงการเมืองฝรั่งเศสที่ลดลง ขณะที่ค่าเงินยูโรทรงตัวระดับความกลัวของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นหลังจากลดลงต่ำติดต่อมานานตั้งแต่ปลายปี 2559 จากความเชื่อมั่นในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ ในขณะที่ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitical Risk) เพิ่มขึ้น
“ตลาดหุ้นไทยยังคงทำผลงานได้ไม่เด่น แต่เริ่มดีขึ้นหากเทียบกับตลาดหุ้นในฝั่งยุโรปที่ปรับตัวขึ้นเด่นทั้งๆ ที่มีความกังวลต่อประเด็นการเมืองสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้กังวลมาก รวมถึงเงินทุนไหลเข้ายังคงเพิ่มขึ้น โดยหลักๆ แล้วไหลออกมาจากตลาดหุ้นสหรัฐ สำหรับตลาดหุ้นจีน เวียดนาม ฮ่องกง ที่เคยสร้างผลตอบแทนดีในไตรมาสแรกปี 2560 เริ่มอ่อนตัวลง เพราะปัจจัยพื้นฐานไม่แข็งแรงและคาดว่าจะเห็นเงินทุนต่างชาติไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยในงวดไตรมาส 2 ปีนี้ ยังมีความเป็นไปได้มาก”
เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งเงินเข้าดันดัชนี 1,600-1,650 จุด
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ฯ ยังคาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐลดแรงกดดันลง หลังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ล่าช้ากว่าที่ประกาศไว้ ทั้งนี้ครบ 100 วันแล้วยังคงไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมออกมา สะท้อนว่ามีความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปี 2560 เหลือเพียง 1 ครั้ง ในเดือน มิ.ย./ก.ค. จากคาดการณ์ไว้ว่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง เป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากคาดว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะกองทุนประเภท ETF ซึ่งมีตลาดหุ้นไทยรวมอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยในปี 2560 จะไม่มาก แต่ก็คาดว่าจะทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 1,600-1,650 จุด ส่วนค่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากการให้ความเห็นของทรัมป์ ที่ไม่อยากเห็นค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเช่นเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐลดลง ช่วยเพิ่มความน่าสนใจโดยเปรียบเทียบกับค่าเงินของประเทศในตลาดเกิดใหม่
โอกาสทองของ SET Index อยู่ในเดือน เม.ย.-พ.ค.
ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ฯ คาดว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. และจะผันผวนอีกรอบในเดือน มิ.ย. คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปี 2560 เราประเมินว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเน้นตลาดหุ้นอาเซียนและไทย หลังจากที่ในช่วงไตรมาสแรกตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมาแรง ทำให้มีโอกาสพักรอดูนโยบายของทรัมป์ว่าจะทำได้มากแค่ไหน หลังจากไม่ได้รับการสนับสนุนในส่วนของนโยบายด้านสุขภาพ ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ปรับขึ้นเด่น
“เงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับและการไหลออกของเงินทุนต่างชาติรอบใหญ่ได้จบลงแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงสุด นับจากนี้ไปคาดว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างชาติจะกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเราคาดหวังว่าจะเห็นเงินทุนไหลเข้าในช่วงไตรมาส 2 สะท้อนความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ”
ทั้งนี้ คาดว่า Growth Story ของไทยจะกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุน ประเมินว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก พลังงาน การเงิน และขนส่ง จะโดดเด่นในปี 2560 เป็นเป้าหมายหลักสำหรับการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากพิจารณาด้านราคาหุ้นประกอบ พบว่ากลุ่มค้าปลีก พลังงาน ขนส่ง เป็น 3 กลุ่มที่ราคาในปีนี้ยังปรับขึ้นน้อยกว่าด้านมูลค่าของตลาด เราประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ 1,600-1,650 จุดปีนี้ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปบริเวณ 1,700 จุดในปี 2561 ตามการเติบโตของกำไรสุทธิ (EPS) ของตลาดที่ประมาณ 9% ต่อปี ในช่วงปี 2560-2562
ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ฯ เรามองว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในกลางปีหน้า แต่อาจจะเร็วกว่าที่คาดการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้นเดือน เม.ย. และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพในเดือน ต.ค. นอกจากนี้ การตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมืองก็เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจะมีการผ่านร่างในช่วงกลางเดือน พ.ค. ขณะที่พระราชพิธีราชาภิเษกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ยังไม่ได้ประกาศ ซึ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายปี







