
โอเปกสิ้นมนตร์ขลัง คุมน้ำมันโลกไม่อยู่
ผ่านมาได้กว่าครึ่งทางแล้วนับตั้งแต่ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มประเทศนอกโอเปก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ผ่านมาได้กว่าครึ่งทางแล้วนับตั้งแต่ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มประเทศนอกโอเปก สามารถบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันร่วมกันได้ โดยมีเป้าหมายลดกำลังการผลิตลงรวมแล้วประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งสองกลุ่มในรอบ 15 ปี สามารถดันราคาน้ำมันดิบไนเมกซ์ ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง ที่เกือบ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้เมื่อปลายปีที่แล้ว แม้ว่าข้อตกลงยังไม่มีผลบังคับใช้ก็ตาม
ทว่า ในปัจจุบันที่ข้อตกลงย่างเข้าสู่เดือนที่ห้า และประเทศต่างๆ สามารถทำตามที่ตกลงกันได้แล้วมากถึงกว่า 90% แต่ราคาน้ำมันดิบกลับยังไม่สามารถไต่ขึ้นไปได้ไกลมากนัก
ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันดิบในตลาดไนเมกซ์สหรัฐ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. กลับยังดิ่งลงมาอยู่ที่ราว 47.68 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขาย หรือใกล้กับระดับต่ำสุดของเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และนับว่าห่างไกลจากราคาคาดการณ์ของโกลด์แมน แซคส์ ที่คาดว่าไนเมกซ์จะขยับขึ้นไปแตะ 57.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้ภายในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
เท่ากับว่าข้อตกลงดังกล่าวที่ใกล้จะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือนหน้า “ล้มเหลว” ต่อการผลักดันราคาน้ำมันโลกให้เป็นขาขึ้นอย่างที่คาด และสะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า โอเปกไม่ใช่กลุ่มผูกขาดที่จะสามารถกำหนดราคาน้ำมันเหมือนช่วงทศวรรษก่อนๆ ได้อีก
ประการแรกนั้นเป็นไปตามที่เราเคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงของโอเปกจะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมน้ำมันจากชั้นหินดินดานในสหรัฐ หรือ “เชลออยล์” กลับเข้ามาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้ง หลังจากที่ห้ำหั่นกันมาอย่างหนักกว่า 2 ปี ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014
เฉพาะช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐกลับมาทำงานมากขึ้นและอยู่ที่ 652 แห่ง ซึ่งเป็นระดับมากที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 2015 ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ไรสตัด เอ็นเนอร์ยี ระบุว่า หากราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นไปอยู่ที่ 50-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็จะยิ่งทำให้กำลังการผลิตน้ำมันของเชลออยล์ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนบาร์เรล/วัน ในทุกเดือนตลอดทั้งปีนี้ไปจนถึงปี 2018
ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงของโอเปกไปไม่ถึงฝั่งฝันนั้น ยังมาจากการแข่งขันของประเทศคู่แข่งอื่นๆ เช่น อิหร่าน และแคนาดา โดยอิหร่านนั้นแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มโอเปกในลำดับ 3 แต่ก็ได้รับยกเว้นให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเล็กน้อยไปอยู่ที่ 3.797 ล้านบาร์เรล/วัน โดยอิหร่านอ้างว่าเพื่อชดเชยไปจากช่วงที่ถูกคว่ำบาตรหลายปีก่อนหน้านี้ ในขณะที่เบอร์ 1 อย่างซาอุดิอาระเบีย ต้องลดการผลิตลง 4.86 แสนบาร์เรล/วัน และเบอร์ 2 อย่างอิรัก ต้องลดลงมา 2.1 แสนบาร์เรล/วัน ทำให้อิหร่านสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดแทนมากขึ้น เช่น ในตลาดจีน
สถานการณ์ที่ดูราวกับเป็นการทำไปก็เสียของ หรือถมไม่เต็มเช่นนี้ในวันที่โอเปกไม่ใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันโลกฝ่ายเดียวอีกต่อไป ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตาเป็นพิเศษกับการประชุมโอเปกวันที่ 25 พ.ค.นี้ว่า จะมีการ “ต่ออายุ” ข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 6 เดือน จนถึงสิ้นปี 2017 หรือไม่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า แม้จะคุมราคาไม่ได้มากและยังต้องคิดหนักเรื่องถูกคู่แข่งแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไป แต่ก็ดูเหมือนว่าโอเปกจะไม่เหลือทางเลือกมากนัก โดยเฉพาะ “ซาอุดิอาระเบีย” ที่เป็นเสียงใหญ่ เป็นผู้กำหนดทิศทางสำคัญในโอเปกนั้น เพิ่งจะปรับท่าทีเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังไปหมาดๆ
ก่อนหน้านี้ ซาอุดิอาระเบียประกาศรัดเข็มขัดทางการคลังครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่การไม่รับข้าราชการเข้าใหม่ การลดโบนัสและสวัสดิการ การขึ้นค่าไฟค่าน้ำมัน ไปจนถึงการออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ซาอุดิอาระเบีย 2030 เพื่อปรับสมดุลโมเดลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพารายได้จากพลังงานลง ทว่าที่สุดแล้วเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้กลับลำ ยกเลิกแผนการตัดโบนัสและสวัสดิการของข้าราชการลง
ไมเคิล โคเฮน หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านโภคภัณฑ์ของธนาคารบาร์เคลย์ส ระบุว่า ยิ่งซาอุดิอาระเบียกลับลำหันมาผ่อนคลายเรื่องการรัดเข็มขัด ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลกรุงริยาร์ดต้องการรายได้จากการขายน้ำมันมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียมองเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญมากอยู่ และทำให้ต้องยกเลิกการตัดงบดังกล่าวไป
ขณะที่รัสเซีย ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของกลุ่มพันธมิตรนอกโอเปกนั้น เริ่มมีการส่งสัญญาณออกมาเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า รัสเซียอาจจะยอมขยายข้อตกลงออกไปอีก 6 เดือน หลังจากที่มีการหารือกันในประเทศไปเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ปัจจุบัน รัสเซีย เปิดเผยว่า ได้ลดกำลังการผลิตไปมากกว่าที่ตกลงกันไว้ราว 3 แสนบาร์เรล/วัน และส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันต่อวันในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ลดลง 0.5% จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 10.995 ล้านบาร์เรล/วัน หรือต่ำกว่าระดับของเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ราว 2.52 แสนบาร์เรล/วัน
ขณะเดียวกัน หากเชื่อในทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ที่คาดว่าจะดีขึ้น (เล็กน้อย) จากปีก่อน โดยสะท้อนจากตัวเลขการผลิตและการส่งออกในหลายประเทศที่ทยอยปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ทำให้อาจยังพอหวังน้ำบ่อหน้าว่าจะมีการกลับมาใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อยู่บ้าง
การประชุมที่กรุงเวียนนา ในวันที่ 25 พ.ค.ที่จะถึงนี้ แม้จะไม่มีทางให้เลือกมากนักสำหรับกลุ่มประเทศโอเปก แต่ก็อาจไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าการกัดฟันต่ออายุข้อตกลงไปจนถึงสิ้นปีเช่นเดียวกัน







