posttoday
เบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย

เบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย

05 พฤษภาคม 2560

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงฐานะการเงินการคลังของประเทศไทยขณะนี้ถือเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจ เมื่อดูจากตัวเลขล่าสุดครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2560 ช่วงเดือน ต.ค. 2559-มี.ค. 2560 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 1.02 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.08 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักมาจากปีนี้ไม่มีการนำส่งรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz (4จี) เหมือนปีก่อนขณะที่ด้านรายจ่าย รัฐบาลมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรวม 1.6 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 3.47 หมื่นล้านบาท เป็นรายจ่ายของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.45 ล้านล้านบาท แยกเป็นรายจ่ายประจำ 1.26 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.1% ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด เบิกจ่ายสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.1% และเบิกจ่ายงบลงทุน 1.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 36.6% ของงบลงทุนทั้งหมด 5.22 แสนล้านบาท โดยการเบิกจ่ายสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 17%จากรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ทำให้ดุลการคลังของรัฐบาลตามกระแสเงินสดขาดดุลจำนวน 5.95 แสนล้านบาท รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินโดยการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 2.95 แสนล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสดหลังการกู้เพื่อชดเชยการขา

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ฐานะการเงินการคลังของประเทศไทยขณะนี้ถือเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจ เมื่อดูจากตัวเลขล่าสุดครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2560 ช่วงเดือน ต.ค. 2559-มี.ค. 2560 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 1.02 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.08 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักมาจากปีนี้ไม่มีการนำส่งรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz (4จี) เหมือนปีก่อน

ขณะที่ด้านรายจ่าย รัฐบาลมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรวม 1.6 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 3.47 หมื่นล้านบาท เป็นรายจ่ายของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.45 ล้านล้านบาท แยกเป็นรายจ่ายประจำ 1.26 ล้านล้านบาท คิดเป็น 57.1% ของงบรายจ่ายประจำทั้งหมด เบิกจ่ายสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.1% และเบิกจ่ายงบลงทุน 1.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 36.6% ของงบลงทุนทั้งหมด 5.22 แสนล้านบาท โดยการเบิกจ่ายสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 17%

จากรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ทำให้ดุลการคลังของรัฐบาลตามกระแสเงินสดขาดดุลจำนวน 5.95 แสนล้านบาท รัฐบาลได้บริหารเงินสดให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินโดยการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 2.95 แสนล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสดหลังการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ขาดดุลเท่ากับ 2.99 แสนล้านบาท โดยเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2560 มีจำนวน 1.41 แสนล้านบาท

กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2560 ฐานะการคลังของรัฐบาลยังคงอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง ในขณะที่ระดับเงินคงคลังของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นจากการบริหารเงินสดเพื่อรองรับการเบิกจ่ายที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2560

เห็นได้ว่าจากตัวเลขฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะเข้มแข็งรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไม่มีปัญหา เงินคงคลังของประเทศที่สูงถึง 1.4 แสนล้านบาท สูงกว่าระดับที่เหมาะสมคือ 7 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเตรียมเงินไว้เบิกจ่ายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่

ขณะที่การกู้เงินของประเทศก็ยังมีช่องกู้ได้อีกมาก การกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 2560 ตั้งไว้ 3.9 แสนล้านบาท แต่จากตัวเลขที่กู้ไป 2.95 แสนล้านบาท จึงยังมีวงเงินอีกเกือบ 1 แสนล้านบาทที่ยังกู้ได้

ยิ่งมองข้ามไปปีงบประมาณ 2561 ที่รัฐบาลกำลังพิจารณากันอยู่ มีการขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมั่นใจฐานะการเงินการคลังที่รองรับการกู้เงินได้อีกมาก มีการประมาณการหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2560 อยู่ที่ 42-44% ของจีดีพี ขณะที่ปี 2561 อยู่ที่ไม่เกิน 45% ของจีดีพี ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 60% ของจีดีพี สาเหตุที่หนี้สาธารณะไม่เพิ่มขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นไม่สูง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฐานะการเงินการคลังของประเทศจะเข้มแข็ง แต่การเบิกจ่ายที่ยังมีปัญหาล่าช้า ทำให้ฐานะการเงินการคลังที่เข้มแข็งไม่ได้ส่งผลประโยชน์เต็มที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เมื่อดูจากตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบประมาณ 2560 รอบครึ่งปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่า สามารถเบิกจ่ายได้ไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบลงทุนทั้งหมด 5.22 แสนล้านบาท โดยคาดว่าทั้งปีจะเบิกจ่ายได้ 60% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 90%

ทั้งนี้ หากพิจารณาการเบิกจ่ายงบลงทุนแยกย่อยลงไป พบว่างบกลางปีเพิ่มเติม 1.9 แสนล้านบาท ที่มีการกู้เงินเพื่อลงทุนเพิ่มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.6 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้มีการเบิกจ่ายได้เพียง 1 หมื่นล้านบาท ถือว่าล่าช้ามาก และการเบิกจ่ายบางส่วนก็หยุดชะงัก เช่น งบลงทุนที่ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 8,000 ล้านบาท ยังเดินหน้าไม่ได้เลย เพราะตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิมการลงทุนทุกโครงการต้องเป็นเงินของ อปท. 50% และเงินงบประมาณอีก 50% แต่เนื่องจาก อปท.ไม่อยากควักเงินตัวเอง ทำให้เสนอโครงการลงทุนไม่ทัน รวมทั้งต้องการให้ ครม.ปลดล็อกการใช้เงินจากงบประมาณทั้งจำนวน ทำให้ต้องรอส่งให้ ครม.เห็นชอบ ถึงจะเดินหน้าโครงการได้

ปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจปี 2560 ที่ฝากความหวังไว้กับการลงทุนภาครัฐเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าจะขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 4-5% ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้หรือไม่ เพราะการคาดหวังยากจากการลงทุนภาคเอกชน เพราะปี 2559 มีมาตรการจูงใจลงทุนหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เอกชนก็ยังไม่ยอมลงทุน ส่วนปีนี้มาตรการลดหย่อนเหลือ 1.5 เท่า ทำให้ยิ่งไม่ดึงดูดการลงทุน

สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างคมนาคมขนส่งตามแผน 7 ปี วงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ในกลุ่มแรก 20 โครงการที่มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 วงเงิน 1.38 ล้านล้านบาท และกลุ่ม 36 โครงการ ที่เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 8.95 แสนล้านบาท ที่คาดว่าทั้งหมดจะเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1.7 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ 3.6% ซึ่งยังเป็นระดับต่ำกว่าศักยภาพที่รัฐบาลคาดหวังไว้

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องการเห็นเศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ 4-5% โดยเฉพาะการที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% ซึ่งได้ให้กระทรวงการคลังไปคิดหามาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

จากโจทย์ดังกล่าว เมื่อมองไปยังเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ หนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องทุ่มมาตรการไปยังการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน เพราะทำได้ง่ายที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน มีแต่ปัญหาจะเร่งโครงการให้เกิดขึ้นเบิกจ่ายได้จริงอย่างไรแค่นั้น แม้ว่ายากแต่ก็ยังง่ายกว่าการใช้มาตรการด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการเร่งการบริโภคภาคเอกชนที่ทำได้จำกัด เนื่องจากประชาชนผู้มีรายได้น้อยและส่วนใหญ่มีหนี้สินจำนวนมาก

ส่วนมาตรการด้านการส่งออก รัฐบาลพยายามหาตลาดใหม่ๆ แต่การส่งออกมีปัจจัยผลกระทบใหญ่จากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่นิ่ง สุดท้ายมาตรการกระตุ้นการลงทุนเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำใจว่าคงไม่สามารถดึงการลงทุนภาคเอกชนให้ขนเงินมาลงทุนได้ภายในระยะเวลา 1-2 ปี ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งและนักลงทุนยังประเมินไม่ได้ว่าหลังการเลือกตั้งการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพเท่านั้น

ดังนั้น การเร่งการลงทุนภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย จึงเป็นทางออกที่น่าจะดีที่สุดของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ระดับสูง หรือเต็มกว่าศักยภาพตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้และพยายามทุกวิถีทางที่จะไปให้ถึง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท