posttoday
อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า  เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

05 พฤษภาคม 2560

มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่กำลังจะถูกเข็นออกมาแบบถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคสช. กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่กำลังจะถูกเข็นออกมาแบบถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ

ล่าสุด จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐทะลุ 10 ล้านราย เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าเมื่อครบกำหนดการลงทะเบียนจะมีจำนวนถึง 15 ล้านราย โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี กลุ่มที่สองรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี

จับสัญญาณจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หลังเรียกประชุมกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงแรงงาน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย

เบื้องต้นจะมีมาตรการช่วยเหลือแจกเงินให้กับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ส่วนจะจำนวนเท่าไรนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้รูปแบบการเติมวงเงินเข้าในบัตรสวัสดิการทุกเดือน เพื่อให้ไปใช้ดำรงชีพ ส่วนผลสรุปต้องรอดูผลการลงทะเบียนและงบประมาณที่ต้องดำเนินการก่อน เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติมีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี มีอยู่ 4 ล้านคน แต่ยังไม่รู้ว่ามาลงทะเบียนจำนวนเท่าไร

ส่วนกลุ่มที่สองซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี อยู่ระหว่างการพิจารณาในเรื่องของสวัสดิการ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะมีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน

ขณะที่สวัสดิการให้กับผู้ลงทะเบียนทั้งหมดยังคงเหมือนเดิม คือ รถเมล์ รถไฟฟรี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และให้วงเงินซื้อปัจจัย 4 ในร้านธงฟ้าประชารัฐ รวมวงเงินทั้งหมด 3 หมื่นล้านบาท/ปี

อีกด้านหนึ่งยังสั่งให้แบงก์รัฐ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ไปหามาตรการเพิ่มรายได้ให้กับลูกค้าของตนเอง

ไม่แปลกที่มาตรการทั้งหลายซึ่งกำลังจะออกมารอบนี้จะถูกมองว่าเป็นแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยม ในช่วงปลายโรดแมป

ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการปูทางสู่การเลือกตั้ง รวมทั้งการเร่งเครื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วงจับต้องได้ ก่อนที่ คสช.จะก้าวลงจากอำนาจ

ช่วงเวลานี้จึงเปราะบางและต้องสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ มาสร้างปัญหาขัดไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

แถมหากมองข้ามช็อตต่อไปหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดทางให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอกด้วยแล้ว การเร่งสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มคะแนนนิยมจึงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ยิ่งในภาวะที่ รัฐบาล คสช. รวมไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรอบด้านเวลานี้ด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องกระชับความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา

ดังจะเห็นว่า ระยะหลัง รัฐบาล คสช.ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง ในหลายรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติพักชำระหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560 ปีละ 767 ล้านบาท 2 ปี รวมวงเงินทั้งสิ้น 1,535 ล้านบาท

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจากเดิมที่ได้รับ 600 บาท/เดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับ ค่าครองชีพในปัจจุบัน

จะเห็นว่าเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องรีบดูแลคนกลุ่มนี้​เป็นพิเศษ ประเด็นแรก เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นคนจำนวนมากกว่า 15 ล้านคน การออกนโยบายซื้อใจจากคนกลุ่มนี้ย่อมช่วยให้สามารถโกยคะแนนเสียงได้แบบเป็นกอบเป็นกำ

ประเด็นที่สอง คนกลุ่มนี้เป็นคน ที่ถูกละเลยมาได้สักพัก หากจำได้ก่อนหน้านี้รัฐบาลซึ่งอ้างว่ามีงบประมาณจำกัดจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายเงินภาษี จึงออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปให้กับผู้เดือดร้อนเฉพาะหน้าทั้งกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ ยังไม่รวมกับการออกมาตรการเอาใจข้าราชการไปหลายรอบ

ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยรอบนี้จึงอาจจะเป็นคิวที่จัดลำดับความสำคัญเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจบังเอิญเป็นช่วงที่คะแนนนิยมกำลังตกพอดีก็ได้ ​

ประเด็นที่สาม เวลานี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเรื่องการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ทั้งที่เคยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ การแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงอาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลให้ลดน้อยลงไป

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ใช้งบประมาณไปกับความต้องการของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังจัดงบประมาณไปดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน​ ไม่ได้ละเลย หรือปล่อยปละ

นับจากนี้คงต้องติดตามดูว่าแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐบาล คสช.กำลังจะออกมานั้นจะสามารถเรียกคะแนนนิยมได้มากน้อยแค่ไหน และจะกู้ความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ให้กลับมาได้เพียงใด

ข่าวล่าสุด

อว. เปิด “Global Medical AI Summit 2026” ปั้น 44 ผู้ประกอบการ Medical AI ไทยสู่มาตรฐานสากล เชื่อมเครือข่าย–จับคู่ธุรกิจ

อว. เปิด “Global Medical AI Summit 2026” ปั้น 44 ผู้ประกอบการ Medical AI ไทยสู่มาตรฐานสากล เชื่อมเครือข่าย–จับคู่ธุรกิจ