
ร้อง“ดีเอสไอ”สอบ “อดีตรมต.-ขรก.”ก.คลัง ปมฮั้วประมูลผ่านอี-บิดดิ้ง
"ภาคีเครือข่ายต่อต้านทุจริตฯ" ร้อง "ดีเอสไอ" ตรวจสอบ "อดีตรัฐมนตรี-ขรก." กระทรวงคลัง ปมฮั้วประมูลด้วยระบบ "อี-บิดดิ้ง" ระบุ ปีงบประมาณ 2559-2560 ทำรัฐเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท
"ภาคีเครือข่ายต่อต้านทุจริตฯ" ร้อง "ดีเอสไอ" ตรวจสอบ "อดีตรัฐมนตรี-ขรก." กระทรวงคลัง ปมฮั้วประมูลด้วยระบบ "อี-บิดดิ้ง" ระบุ ปีงบประมาณ 2559-2560 ทำรัฐเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ตรวจสอบการทุจริตระบบ E-Bidding หรือ อี-บิดดิ้ง ซึ่งเป็นระบบของกรมบัญชีกลาง พร้อมทั้งตรวจสอบอดีตและปัจจุบันรัฐมนตรีที่กำกับกำระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงสังกัดกรมบัญชีกลาง ที่ซื้อระบบอี-บิดดิ้งจากบริษัทเอกชนที่กำกับระบบและควบคุมระบบอี-บิดดิ้งของกรมบัญชีกลาง ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวในการทุจริตขายข้อมูลลับทางราชการให้เอกชนภายนอกใช้ในการฮั้วประมูลแข่งขันราคาทางราชการ หรือให้ทราบข้อมูลราคาสุดท้าย ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ซึ่งในช่วงปีงบประมาณ 2559-2560 เสียหายไปแล้วกว่า 1.2 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้รับเรื่อง
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีฮั้วประมูลผ่านระบบอี-บิดดิ้ง หรือการโจรกรรมข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อรับทราบว่ามีใครยื่นเอกสารประกวดราคาด้วยระบบอี-บิดดิ้งบ้าง ใครผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นบ้าง และใครเคาะราคา และราคารอบสุดท้ายก่อนระยะเวลาที่กำหนดเท่าไหร่บ้าง ซึ่งการจับกุมดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นจากทั่วประเทศ ซึ่งในวันนี้ตนได้มายื่นหนังสือเพื่อให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่อดีตรัฐมนตรีที่กำกับกระทรวงการคลัง แต่ส่วนคนปัจจุบันจะเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ต้องไปตรวจสอบดู ส่วนข้าราชการระดับสูงในสังกัดกระทรวงกรคลัง หรือกรมบัญชีกลาง จะเกี่ยวข้องหรือไม่ ก็ต้องชี้แจงมาว่าทำไมข้อมูลถึงรั่วไหลไปได้ จึงต้องตรวจสอบในส่วนนี้ด้วย
"เพราะว่าสำนักมาตรฐานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปล่อยข้อมูลรั่วไหลไปได้อย่างไร ใช่หรือไม่ หรืออาจจะโดนแฮกเกอร์ก็ได้ ท่านก็สามารถชี้แจงได้ แต่ระบบนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้มหาศาล อย่างเช่นปีงบประมาณ 2559 เรามีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างอยู่ราวๆ 4 แสนล้านบาท ถ้ามีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม สู้กันเต็มที่ ลดราคากันประมาณ 20 % จาก 4 แสนล้านบาท เราก็จะเหลือเงินเข้ารัฐคืนมาประมาณ 80,000 ล้านบาท ถ้า 2 ปีงบประมาณก็จะเหลือประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งเราจะนำเงินในส่วนนี้ไปทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น เบี้ยยังชีพคนแก่ หรืออาจจะซื้อเรือดำน้ำชนิดพิเศษจากอเมริกาหรือรัสเซียยังได้" นายมงคลกิตติ์ กล่าว
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า สำหรับบุคคลที่มีการปล่อยข้อมูลมีการใช้นามเรียกแทนตัวเองว่าอาลาดิน หรือพิสซ่า คือคนที่เป็นตัวแทนจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ก็ต้องไปตรวจสอบดู แต่จากการที่เราตรวจสอบตั้งแต่ปี 2555 สมัยที่เราเป็นกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นด้านการคมนาคมก็เคยเรียกทั้งรัฐมนตรีและอธิบดีที่เกี่ยวข้องระบบนี้ไปสอบ ตั้งแต่ระบบการเบิกจ่ายเงิน การไม่บันทึกข้อมูลลงที่กรมบัญชีกลางจะเบิกจ่ายเงินไม่ได้ ก็มีผู้ร้องเรียนมาว่าทำไมมีการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนและปลงข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งก็ไม่ทราว่าทำได้อย่างไร โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ระบบอี-บิดดิ้งจะเข้ามา เมื่อระบบอี-บิดดิ้งเข้ามาแทนที่ ดังนั้น กระบวนการดังกล่าวก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่คนที่กำกับและล่วงรู้ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ 2 ส่วน คือส่วนราชการที่กำกับระบบนี้ และบริษัทที่ขายซอฟแวร์ให้กับส่วนราชการนี้ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ก็เคยให้ดีเอสไอทำหนังสือไปสอบถามยังกรมบัญชีกลาง ทางกรมบัญชีกลางก็แจ้งกลับมาว่าไม่มีคนภายใน น่าจะเป็นการทำเว็บไซด์ปลอมขึ้นมา ทำระบบปลอมขึ้นมาและไปหลอกผู้รับจ้าง ซึ่งการขายข้อมูลนี้ไม่ได้มีเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน แต่มีทุกกรม ซึ่งในช่วงหลังก็มีนายหน้าเกิดขึ้นอีกจำนวนาก โดยอยู่ในส่วนภาคธุรกิจ เดิมทีแล้วสมมติว่าหากวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ค่าซื้อระบบ หรือค่าซื้อหน้าจอ จะอยู่ที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ครึ่ง หรือ 7.5 แสนบาท แต่คนที่มาขายอีกทอดหนึ่งก็จะไปเก็บเพิ่มอีก 3 เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน 50 ล้านบาท แต่ถ้าวงเงินเป็น 10,000 ล้านบาท ราคาก็จะลดหย่อนลงไป
"อยากให้ดีเอสไอปราบให้หมด แต่ไม่เฉพาะที่ปลายทาง ซึ่งผู้ต้องหาที่จับได้เมื่อ 2 วันก่อน เขาอาจจะสามารถซักทอดไปยังคนใน และคนในก็ซักทอดไปต่อได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องมีไม่เยอะมาก สามารถตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินได้เลย แต่พวกตัวใหญ่จะไม่ได้ฝากเงินไว้ในประเทศไทย จะฝากเงินไวที่สิงคโปร์บ้าง สวิสเซอร์แลนด์บ้าง หรือฝรั่งเศษบ้าง" นายมงคลกิตติ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ข้าราชการจะต้องเป็นระดับไหนจึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้ได้ นายคลกิตติ์ กล่าวว่า พาสเวิร์ดที่สามารถเข้าถึงได้จะมีอยู่ 1-2 พาสเวิร์ดเท่านั้นในการล่วงรู้ข้อมูลนี้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่ดูแลตรงนี้มีอยู่ 3-4 ราย ซึ่งเป็นระดับไม่ต้องสูงก็ได้ อยู่ในระดับซี 7-8 แต่เขาจะไม่ทำโดยพลการ ซึ่งจะมีการสั่งมาเป็นระบบ ทั้งนี้ เท่าที่ตนทราบอดีตรัฐมนตรี ปัจจุบันยังได้ส่วนต่าง แต่คงอยู่ที่ประมาณสลึงหนึ่ง ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าอดีตรัฐมนตรีเป็นใคร จึงต้องไปตรวจสอบดู







