
รวมพลังค้าน กฎหมายกดหัวสื่อ
เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของสื่อสารมวลชนไทยเพื่อต่อสู้กับกฎหมาย ซึ่งอาจเปรียบได้ดั่ง ปิดหู-ตา-ประชาชน
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของสื่อสารมวลชนไทยเพื่อต่อสู้กับกฎหมาย ซึ่งอาจเปรียบได้ดั่ง ปิดหู-ตา-ประชาชน ภายหลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ได้มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ... ไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา
ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ซึ่งมี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ชงให้กับที่ประชุม สปท. ก่อนสมาชิกลงคะแนนเอกฉันท์เห็นด้วยกับการตีตราประทับสื่อมวลชน 141 ต่อ 13 งดออกเสียง 17 และไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดพิเศษเพื่อปรับแก้เนื้อหาตามที่สมาชิกได้อภิปราย
อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสื่อมวลชน รวมถึงสมาชิก สปท.บางส่วน ซึ่งไม่เห็นด้วยจะให้เกิดกฎหมายลักษณะดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอให้ที่ประชุมนำเอาร่างกฎหมายสมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) มาดำเนินการใช้แทน เพราะสะท้อนถึงความเป็นเสรีภาพมากกว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ที่ส่อไปในเชิงครอบงำการทำหน้าที่
ประเด็นสำคัญแม้จะมีการยกเลิกเรื่องบทลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและกรณีไม่มีใบอนุญาต ฯลฯ ไปแล้ว ทว่า 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ยังเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา
“เฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาสำคัญของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีการครอบงำ และแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และจะยังส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวางในอนาคต”
โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมเรียกร้องให้ใช้อำนาจที่มีอยู่ยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยเหตุผล
1.นิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” เมื่อพิจารณานิยามคำดังกล่าว มีความหมายกว้างขวางจนกินเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการอื่นของประชาชนทั่วไป ครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อทุกประเภท นอกจากสื่อวิชาชีพแล้ว บุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในมาตรา 34 และ 35
2.ร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจาก สปท.ยังคงไว้ซึ่งตัวแทนรัฐในคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่การทำงานของสื่อมวลชน ที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ การบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบกลายมาเป็นผู้ตรวจสอบเอง อาจเกิดความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส
3.การจัดทำกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวกับการทำหน้าของสื่อมวลชน จะต้องมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเสรีภาพและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของของสื่อมวลชน ในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะและต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และ 35 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน
“ต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันมาตรานี้ยังบัญญัติว่าก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.นี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด”
และ 4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันหลักการกำกับกันเองด้วยความสมัครใจ หรือกำกับกันเองที่มีกฎหมายรับรองการมีอยู่ขององค์กรวิชาชีพ แต่ต้องไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายลงโทษสื่อมวลชน ต้องไม่เร่งรีบออกกฎหมายมาบังคับใช้โดยขาดการรับฟังอย่างรอบด้าน ซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนตระหนักถึงความคาดหวังของสังคม ที่ต้องการเห็นการกำกับกันเองด้านจริยธรรมของสื่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีช่องทางการร้องเรียนที่ชัดเจน มีกระบวนการสอบสวน และการวินิจฉัยการลงโทษที่ชัดเจน แต่เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาเพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับคนจำนวนมาก
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยืนยันภายหลังรับหนังสือว่า ส่วนตัวไม่เคยคิดครอบงำ ไม่ได้รังเกียจใคร และไม่ได้เป็นศัตรูกับสื่อ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายซึ่งยังมีอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น จึงอยากขอความร่วมมือกับสื่อเพราะรัฐบาลต้องการทำให้ประเทศดีขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาให้อิสระกับสื่อในการนำเสนอแม้มีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ไม่เคยใช้อำนาจสั่งฟ้องหรือปิดสื่อ
“แต่อย่าลืมว่ามีอะไรที่ไม่ดีอยู่ ต้องหาให้เจอ หาวิธีการแล้วมาบอกผมว่าจะทำอย่างไร ผมพูดเลยสื่อเลือกข้างก็มี อาจมีเรื่องเงินทองบ้าง จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดตรงนั้น รัฐบาลหน้าจะได้อยู่ได้ สื่อบอกว่าตรวจสอบ แล้วยังไงเพราะทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการ ให้เป็นไปตามนั้น ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็วุ่นไปหมด ขอให้เข้าใจกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
วันเดียวกัน ที่ประชุม สปท. มีมติเสียงข้างมาก 154 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ โดย พล.อ.อ.คณิต ชี้แจงว่า จากการศึกษาพบข้อมูลว่า สื่อหลักหลายแขนงสร้างผลกระทบต่อจิตใจประชาชน ถ้าไม่กำกับดูแลอาจเกิดการล่วงละเมิดสิทธิถึงขั้นสูญเสียทรัพย์สิน หากยังปล่อยไว้จะกระทบต่อความมั่นคงชาติ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่การให้ภาครัฐเข้าไปกำกับอย่างเดียว แต่มีหลักการให้สื่อควบคุมกันเองเอาไว้ด้วย







